สถานภาพและความพึงพอใจในการมีงานทำของบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
Abstract:
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสถานภาพการมีงานทำของบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการมีงานทำของบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ 3) เพื่อเปรียบเทียบการมีงานทำของบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ และ 4) เพื่อนำเสนอข้อมูลการมีงานทำของบัณฑิตที่เป็นปัจจุบัน ต่อคณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อีกทั้งประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน และพัฒนาหลักสูตรที่มีผลสัมฤทธิ์ต่อไป และผลการวิจัยมีรายละเอียดดังนี้
1. จากการศึกษาสถานภาพการมีงานทำของบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ ผลการวิจัยพบว่า บัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง และบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตร 4 ปี และบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตร 2 ปี มีจำนวนใกล้เคียงกัน บัณฑิตส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษา จากโปรแกรมวิชา บัญชีมากที่สุด รองลงมาคือ โปรแกรมการตลาด โปรแกรมบริหารธุรกิจและบัณฑิตที่มีจำนวนน้อยที่สุด คือ บัณฑิตที่จบจากโปรแกรมวิชาบริหารทรัพยากรมนุษย์ จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 676 คน
นอกจากนี้การมีงานทำของบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ ผลการวิจัยพบว่า จำนวนครั้งที่บัณฑิตสมัครงานส่วนใหญ่มากกว่า 5 ครั้ง รองลงมาคือ สมัครงานจำนวน 2 ครั้ง ในขณะเดียวกันบัณฑิตส่วนใหญ่พบปัญหาในด้านการขาดประสบการณ์ในการทำงานมากที่สุด รองลงมา คืองานที่ทำไม่ตรงสาขาที่ต้องการและการที่บัณฑิตขาดคุณสมบัติเพิ่มเติม ได้แก่ ภาษาอังกฤษ/คอมพิวเตอร์ และปัญหาที่บัณฑิตพบน้อยที่สุด คือ ปัญหาไม่รับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ ตามลำดับ นอกจากนี้องค์ประกอบที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการมีงานทำของบัณฑิตมากที่สุด คือ ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ รองลงมาคือ ทักษะด้านภาษาต่างประเทศ และทักษะด้านการตลาด/การบริการ และทักษะที่มีน้อยที่สุด คือ ด้านทักษะการประชาสัมพันธ์
บัณฑิตส่วนใหญ่มีงานทำในหน่วยงานต่าง ๆ คิดเป็นร้อยละ 48.2 รองลงมา คือ หน่วยงานรัฐบาล คิดเป็นร้อยละ 22.3 และประกอบอาชีพอิสระ คิดเป็นร้อยละ 13.0 และบัณฑิตที่ไม่ได้ทำงานในหน่วยงานที่ไม่ใช่รัฐบาลมีจำนวนน้อยที่สุด คือ คิดเป็นร้อยละ 2.2 รองลงมา คือ งานธุรการ/สารบรรณ/เอกสาร คิดเป็นร้อยละ 13.6 และงานด้านการตลาด คิดเป็นร้อยละ 9.0 และลักษณะงานที่บัณฑิตทำน้อยที่สุด คือ งานฝึกอบรม/วิทยากร คิดเป็นร้อยละ 0.4 ตามลำดับ
ในขณะเดียวกันบัณฑิตส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือนอยู่ระหว่าง 5,000-7,000 บาท รองลงมา คือ 8,000-10,000 บาท และรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทตามลำดับ ส่วนใหญ่บัณฑิตที่ทำงานในหน่วยงานไม่มีปัญหาจากการทำงาน อีกทั้งการพบปัยหาการทำงานที่ทำไม่สอดคล้องกับความรู้ในสาขาที่เรียนมาจะอยู่ในอันดับรองลงมา ส่วนด้านความรู้ความสามารถที่ไม่เพียงพอกับการทำงานอาจจะมีบ้างเพียงเล็กน้อย สุดท้ายปัญหาที่บัณฑิตพบน้อยที่สุด คือ ปัญหาด้านมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมีน้อยที่สุด
บัณฑิตที่มีงานทำมีการประยุกต์ใช้หรือบูรณาการองค์ความรู้ที่เรียนมาในการทำงานมากที่สุด และบัณฑิตส่วนน้อยท่ไม่ได้ประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่เรียนมาในการทำงาน อีกทั้งบัณฑิตสาวนใหญ่ที่ทำงานแล้วนำความรู้ด้านการบัญชีไปประยุกต์ใช้ในการทำงานมากที่สุด อันดับรองลงมาคือ ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ และการตลาด ส่วนความรู้ที่ใช้น้อยที่สุดที่บัณฑิตนำความรู้ ที่ได้เรียนมาไปประยุกต์ใช้ คือ ความรู้ด้านนิเทศศาสตร์และด้านเศรษฐศาสตร์
2. จากการศึกษาความพึงพอใจในการมีงานทำโดยภาพรวมที่มีต่อการทำงานของบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลับราชภัฏอุบลราชธานี พบว่าอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า มีความพึงพอใจต่อเพื่อนร่วมงานมีความพึงพอใจสูงสุดที่สุดรองลงมา คือ ความพึงพอใจของบัณฑิตต่อหัวหน้างาน และความพึงพอใจของบัณฑิตต่ออาชีพ/ตำแหน่ง ส่วนด้านความพึงพอใจของบัณฑิตในด้านรายได้มีระดับต่ำกว่าด้านอื่นๆ
3. จากการศึกษาเปรียบเทียบการมีงานทำของบัณฑิต โดยที่สัดส่วนของสภาวะการมีงานทำระหว่างชายกับหญิงไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 และสัดส่วนของสภาวะการมีงานทำระหว่างชาบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาศิลปศาสตร์ (ศศ.บ.) กับบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาบริหารธุรกิจ (บธ.บ.)ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 อีกทั้งสัดส่วนของสภาวะการมีงานทำระหว่างโปรแกรมวิชาที่บัณฑิตสำเร็จการศึกษาต่าง ๆ ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
4. สุดท้ายจากการเสนอข้อมูลการมีงานทำของบัณฑิตที่เป็นปัจจุบัน ต่อคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อีกทั้งประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานแลพัฒนาหลักสูตรที่มีผลสัมฤทธิ์ต่อไป พบว่าทางคณะวิทยาการจัดการควรจะมีการเพิ่มพูนความรู้ทักษะทางด้านภาษาอังกฏษ และทักษะด้านคอมพิวเตอร์ แก่นักศึกษามากขึ้นและคณะวิทยาการจัดการควรมีการพัฒนาการสอน โดยเฉพาะด้านเนื้อหา สาระความรู้ให้มีความเป็นปัจจุบันโดยสนับสนุนด้านงบประมาณให้คณาจารย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในสาขาต่าง ๆ ไปร่วมสัมมนาวิชาการมากขึ้น และจะได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับมาบูรณาการเพื่อถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรูกับนักศึกษา และควรมีการพัฒนาการสอนที่ใช้สื่อที่ทันสมัยทุกห้องเรียน เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีทักษะในด้านการคิดมากขึ้น หรือให้นักศึกษาได้มีการเรียนรู้จากสื่อ หรือนวัตกรรมที่ทันสมัย ตลอดจนกรณีศึกษาที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
Email:
info.lib@ubru.ac.th
©copyrights มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี