แจ้งเอกสารไม่ครบถ้วน, ไม่ตรงกับชื่อเรื่อง หรือมีข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเอกสาร ติดต่อที่นี่ ==>
หากไม่มีอีเมลผู้รับให้กรอก thailis-noc@uni.net.th ติดต่อเจ้าหน้าที่เจ้าของเอกสาร กรณีเอกสารไม่ครบหรือไม่ตรง

การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก
Association between low-density lipoprotein cholesterol and number of stenotic coronary arteries in patients with ST-segment elevation myocardial infarction

Abstract: บทนำ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก เป็นภาวะหัวใจขาดเลือดที่รุนแรง โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูง ปัจจุบันมีข้อมูลที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) ที่สูง จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น ในอดีตยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับระดับระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระดับระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก และเพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้นวิธีวิจัย ทำการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก ที่ได้รับการสวนหัวใจ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 ถึง 31 ธันวาคม 2565 วิเคราะห์ระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) และจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ ในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก เพื่อหาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก และหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้นผลการวิจัย ผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียกที่ได้รับการสวนหัวใจ จำนวน 927 คน มีอายุ 22 ถึง 100 ปี (อายุเฉลี่ย 58 ปี) เป็นเพศชาย 715 คน (77.1%) และเพศหญิง 212 คน (22.9%) จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ และระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) พบว่าผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ 1 เส้น ตีบ 2 เส้น และตีบ 3 เส้น มีค่าไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) เฉลี่ย 129, 136 และ 126 mg/dL ตามลำดับ ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.23) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ โรคความดันโลหิต ระดับน้ำตาลสะสมมากกว่าเท่ากับ 7% และระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) มากกว่าเท่ากับ
Abstract: 190 mg/dL (p = 0.008, 0.016, 0.013, 0.017 ตามลำดับ)สรุป จากการศึกษาพบว่าระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) ไม่มีความสัมพันธ์กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก แต่พบว่าอายุ โรคความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลสะสมมากกว่าเท่ากับ 7% และระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) มากกว่าเท่ากับ 190 mg/dL มีความสัมพันธ์กับหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การควบคุมระดับน้ำตาลและไขมัน อาจทำให้มีโอกาสมีจำนวนหลอดเลือดตีบที่น้อยกว่า
Abstract: Introduction: ST-segment elevation myocardial infarction (STEMI) is a severe form of heart attack associated with a high mortality rate. Current data suggests a correlation between low-density lipoprotein cholesterol (LDL-c) levels and coronary artery disease. Elevated LDL-C levels are associated with an increased risk of coronary artery disease. However, there is limited research on the relationship between LDL-C levels and the number of stenotic coronary arteries.Objectives: To investigate the association between LDL-C levels and the number of stenotic coronary arteries in patients with STEMI and identify factors influencing multivessel coronary artery disease.Method: A retrospective study was conducted using medical records of STEMI patients from King Chulalongkorn Memorial Hospital from January 1, 2017, to December 31, 2022. LDL-c levels and the number of stenotic coronary arteries were analyzed to determine the relationship between LDL-c levels and the occurrence of multivessel coronary artery disease.Result: Among 927 STEMI patients between 22 and 100 years old (Median age of 58 years), 715 were males (77.1%), and 212 were females (22.9%). The analysis revealed no statistically significant difference in the mean LDL-c levels among patients with single-vessel disease, double-vessel disease, and triple-vessel disease (129, 136, and 126 mg/dL, respectively; p = 0.23). Factors significantly associated with multivessel coronary artery disease included age, hypertension, HbA1C >= 7% and LDL-c levels > 190 mg/dL (p = 0.008, 0.016, 0.013, 0.017, respectively).Conclusion: The study found no significant association between LDL-C levels and the number of stenotic coronary arteries in STEMI patients. However, age, hypertension, HbA1C >= 7% and LDL-c levels >= 190 mg/dL were identified as significant factors associated with multivessel coronary artery disease. Therefore, controlling blood sugar and lipid levels may reduce the likelihood of having multiple stenotic coronary arteries.
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สำนักงานวิทยทรัพยากร
Address: กรุงเทพมหานคร
Email: cuir@car.chula.ac.th
Role: ที่ปรึกษา
Created: 2566
Modified: 2569-08-28
Issued: 2569-08-28
วิทยานิพนธ์/Thesis
application/pdf
tha
©copyrights จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
RightsAccess:
ลำดับที่.ชื่อแฟ้มข้อมูล ขนาดแฟ้มข้อมูลจำนวนเข้าถึง วัน-เวลาเข้าถึงล่าสุด
1 6570083630.pdf 1.86 MB
ใช้เวลา
0.028744 วินาที

Copyright 2000 - 2026 ThaiLIS Digital Collection Working Group. All rights reserved.
ThaiLIS is Thailand Library Integrated System
สนับสนุนโดย สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
328 ถ.ศรีอยุธยา แขวง ทุ่งพญาไท เขต ราชเทวี กรุงเทพ 10400 โทร. โทร. 02-232-4000
กำลัง ออน์ไลน์
ภายในเครือข่าย ThaiLIS จำนวน 4
ภายนอกเครือข่าย ThaiLIS จำนวน 4,430
รวม 4,434 คน

More info..
นอก ThaiLIS = 15,410 ครั้ง
มหาวิทยาลัยสังกัดทบวงเดิม = 21 ครั้ง
หน่วยงานอื่น = 2 ครั้ง
รวม 15,433 ครั้ง
Database server :
Version 2.5 Last update 1-06-2018
Power By SUSE PHP MySQL IndexData Mambo Bootstrap
มีปัญหาในการใช้งานติดต่อผ่านระบบ UniNetHelp


Server : 8.199.134
Client : Not ThaiLIS Member
From IP : 216.73.216.180