Abstract:
ลุ่มน้ำลำภาชีเป็นพื้นที่ที่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และการใช้ที่ดินที่ไม่สอดคล้องกับสมรรถนะทางกายภาพ ขัดแย้งทั้งกฎหมายและนโยบายที่ดิน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมตามมา ดังนั้นจึงได้มีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในอดีต (ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2555 กับ พ.ศ. 2560 และ พ.ศ. 2560 กับ พ.ศ. 2564) รวมทั้งกำหนดการใช้ที่ดินที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยข้อกำหนดทางกฎหมาย เพื่อให้ได้พื้นที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตรและการพัฒนาต่าง ๆ และพื้นที่เหมาะสมแก่การอนุรักษ์เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร แล้วนำมาซ้อนทับกับแผนที่การใช้ที่ดินปัจจุบัน (พ.ศ. 2564) เพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องกัน ซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำต่อไป ผลการศึกษาพบว่าในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2555 กับ พ.ศ. 2560 ป่าธรรมชาติมีพื้นที่ลดลงมากที่สุดเท่ากับ 80.84 ตร.กม. ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างมีพื้นที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 28.18 ตร.กม. เช่นเดียวกับในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2560 กับ พ.ศ. 2564 พบว่าชุมชนและสิ่งปลูกสร้างมีพื้นที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 12.52 ตร.กม. ในส่วนของการกำหนดความเหมาะสมการใช้ที่ดินกับปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยข้อกำหนดทางกฎหมายพบว่า มีพื้นที่เหมาะสมในการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรและการพัฒนาด้านต่าง ๆ ร้อยละ 46.10 ของพื้นที่ลุ่มน้ำ และพื้นที่เหมาะสมแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นป่าต้นน้ำลำธารร้อยละ 53.90 ของพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยพบว่าบริเวณพื้นที่เหมาะสมแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นป่าต้นน้ำลำธารมีการใช้ที่ดินอื่น ๆ ทั้งพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งชุมชน และแหล่งน้ำ ในปี พ.ศ. 2564 เท่ากับ 83.98 ตร.กม. จึงควรกำหนดมาตรการสำหรับการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ความเหมาะสมตามปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยข้อกำหนดทางกฎหมาย
The Lam Phachi watershed faces challenges such as encroachment on forested areas, inconsistent land use practices, and conflicts with legal frameworks and policies, leading to environmental, economic, and societal impacts. This study examines land use changes between 2012-2017 and 2017-2021, focusing on determining suitable land uses (including agriculture, development, and forest preservation) by integrating physical and legal factors. By overlaying these findings with the current land use map from 2021, the analysis evaluates consistency and provides recommendations for watershed management. Results indicate a significant decrease in natural forest area (80.84 km²) and an increase in urban and built-up land (28.18 km² between 2012-2017, and 12.52 km² between 2017-2021). Suitable land use analysis reveals 46.10% for agriculture and development and 53.90% for forest preservation. Additionally, 83.98 km² of suitable areas for forest preservation are identified. Recommendations emphasize the importance of aligning land use practices with the suitability analysis based on physical and legal criteria to ensure sustainable management