การพัฒนาวัสดุดินผสมคุณภาพสูงสำหรับการผลิตอิตาเลี่ยนเบซิล
Development of high-quality growing media for Italian basil production
Abstract:
อิตาเลี่ยนเบซิล (Italian basil) จัดเป็นพืชสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมในการบริโภคและมีมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งนี้การผลิตอิตาเลี่ยนเบซิลให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิตสูง จำเป็นต้องจัดการวัสดุปลูกให้เหมาะสม ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของวัสดุดินผสมที่แตกต่างกันต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และคุณภาพผลผลิตของอิตาเลี่ยนเบซิล และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในการปลูกอิตาเลี่ยนเบซิลในวัสดุดินผสมที่แตกต่างกัน โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) จำนวน 5 ซ้ำ 6 สิ่งทดลอง ได้แก่ T1: ดินการค้า (Control), T2: หน้าดิน: ใบก้ามปูหมัก: ฟิลเตอร์เค้ก: มูลไก่เก่า: ขุยมะพร้าว: แกลบดำ สัดส่วน 3:1:2:2:1:1 โดยปริมาตร, T3: หน้าดิน: ฟิลเตอร์เค้ก: มูลไก่เก่า: ขุยมะพร้าว: แกลบดำ สัดส่วน 3:2:2:1.5:1.5 โดยปริมาตร, T4: หน้าดิน: ฟิลเตอร์เค้ก: มูลไก่ใหม่: ขุยมะพร้าว: แกลบดำ สัดส่วน 3:2:2:1.5:1.5 โดยปริมาตร, T5: หน้าดิน: ฟิลเตอร์เค้ก:มูลไก่เนื้อ:มูลไก่ใหม่:ขุยมะพร้าว:แกลบดำ สัดส่วน 3:2:1:1:1.5:1.5 โดยปริมาตร เปรียบเทียบกับ T6: การปลูกในดิน โดยใช้ปุ๋ยมูลวัวอัตรา 800 กิโลกรัมต่อไร่ รวมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งเป็นตัวแทนของวิธีเกษตรกร ผลการทดลองในด้านสมบัติทางกายภาพของวัสดุดินผสมก่อนปลูก พบว่า วัสดุดินผสม T6 มีค่าความหนาแน่นมากที่สุด (1.22 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ส่วนวัสดุดินผสม T4 มีเปอร์เซ็นต์ความพรุนมากที่สุด (70.98 เปอร์เซ็นต์) ด้านสมบัติทางเคมี พบว่า วัสดุดินผสม T3-T5 มีปริมาณไนโตรเจนสูงที่สุดอยู่ในช่วง 0.78-0.89 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งวัสดุดินผสม T3 ยังมีปริมาณฟอสฟอรัสมากที่สุด ในขณะที่วัสดุดินผสม T1 มีปริมาณโพแทสเซียมมากที่สุด ทั้งนี้เมื่อประเมินการเจริญเติบโตของอิตาเลี่ยนเบซิลที่ระยะเวลา 180 วันหลังย้ายปลูก พบว่า วัสดุดินผสม T2 ทำให้ได้จำนวนกิ่ง (13.20 กิ่งต่อต้น) และขนาดลำต้นมากที่สุด (16.80 มิลลิเมตร) ขณะที่วัสดุดินผสม T3 ทำให้ได้ความกว้างพุ่ม (39.60 เซนติเมตร) และพื้นที่ใบ (34.17 ตารางเซนติเมตรต่อใบ) มากที่สุด ด้านปริมาณผลผลิต พบว่า การปลูกอิตาเลี่ยนเบซิลในวัสดุดินผสม T4 ทำให้ได้น้ำหนักสดตลอด 6 รอบการเก็บเกี่ยวมากที่สุด (589.15 กรัมต่อต้น) ซึ่งไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการใช้วัสดุดินผสม T2 (588.23 กรัมต่อต้น) สำหรับคุณภาพผลผลิตของอิตาเลี่ยนเบซิลที่ระยะเวลา 180 วันหลังย้ายปลูก พบว่า วัสดุดินผสม T4 และ T6 ทำให้อิตาเลี่ยนเบซิลมีปริมาณคลอโรฟิลล์ทั้งหมด (0.82 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักสด) และแคโรทีนอยด์มากที่สุด (10.75 และ 10.84 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักสด) ในขณะที่ปริมาณธาตุอาหารหลักในพืช พบว่า วัสดุดินผสม T6 ทำให้ปริมาณไนโตรเจนในอิตาเลี่ยนเบซิลมากที่สุด (3.51 เปอร์เซ็นต์) ในขณะที่วัสดุดินผสม T5 ทำให้ปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในอิตาเลี่ยนเบซิลมากที่สุด (0.18 เปอร์เซ็นต์ และ 4.31 เปอร์เซ็นต์) สำหรับปริมาณสารสำคัญ พบว่า วัสดุดินผสม T1 ทำให้ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด (20.64 มิลลิกรัมแกลลิคต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) สารประกอบฟวาโวนอยด์ทั้งหมด (16.69 มิลลิกรัมรูตินต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (82.06%) ในอิตาเลี่ยนเบซิลมากที่สุด อย่างไรก็ตามหากพิจารณาที่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ พบว่า วัสดุดินผสม T2-T6 มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ในช่วง 24.88-37.53 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเหมาะสำหรับนำไปใช้ในเชิงการค้า แต่วัสดุดินผสม T4 มีต้นทุนค่าวัสดุดินผสมต่ำที่สุด คือ 4,900 บาทต่อการผลิตใน 1 โรงเรือน (1,000 ต้น) จึงสามารถสรุปผลได้ว่า วัสดุดินผสม T4 ที่ประกอบด้วย หน้าดิน:ฟิลเตอร์เค้ก: มูลไก่ใหม่: ขุยมะพร้าว: แกลบดำ อัตราส่วน 3:2:2:1.5:1.5 โดยปริมาตร เหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตอิตาเลี่ยนเบซิลเชิงการค้าต่อไป
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Role:
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม
©copyrights มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์