Abstract:
งานวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ1) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ข้ันที่ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ 2) เพื่อศึกษาการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเมื่อผ่านการจัดการเรียนรู้กลุ่มที่ศึกษาคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อจัดกลุ่มระดับความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ และใช้อนุทินสะท้อนความคิดของฉันและนักเรียน งานที่มอบหมายให้แก่นักเรียน สำหรับเก็บข้อมูลและนำมาวิเคราะห์แบบอุปนัยเพื่อหาแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ผลวิจัยพบแนวปฏิบัติที่ดีดังนี้ 1) ใช้คำถามปลายเปิดและกำหนดเงื่อนไขของเวลาเพื่อกระตุ้นความสนใจและตรวจสอบความรู้เดิมของนักเรียนเพื่อพัฒนาความคิดคล่อง 2) ใช้คำถามเป็นลำดับขั้นตอน ส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มและเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการระดมความคิดเพื่อพัฒนาความคิดยืดหยุ่นของนักเรียน 3) เปิดโอกาสให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันนำเสนอความคิดและอภิปรายในประเด็นที่แตกต่างกันเพื่อพัฒนาความคิดยืดหยุ่น 4) ใช้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันเพื่อให้นักเรียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ดังกล่าวจนนำไปสู่การพัฒนาความคิดคล่องของนักเรียน 5) ใช้สถานการณ์ใหม่ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศเพื่อประเมินความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเป็นรายบุคคลโดยใช้วิธีการประเมินที่หลากหลาย และสำหรับผลการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า มิติกระบวนด้านการคิด ความคิดคล่องมีการพัฒนาสูงที่สุดและรองลงมา คือ ความคิดยืดหยุ่นและความคิดริเริ่ม ตามลำดับ ขณะที่มิติด้านจินตนาการ พบว่า ความคิดคล่องสูงที่สุดและรองลงมา คือ ความคิดริเริ่มและความคิดยืดหยุ่น ตามลำดับ
This action research aimed to 1) study the impact of the 5E instructional model on the development of grade 10 students scientific creativity in the topic of ecosystem and 2) study effective way to teach the 5Es learning cycle for developing the students scientific creativity. The participants were 31 students. The first aim, the data was collected via scientific creativity test with additional interview. The data was then analyzed by grouping into 5 categories. The second aim, data were collected by teachers and students reflective journals, then analyzed by inductive method. The results demonstrated that 1) The effective ways of the approach: use open-ended questions in sequences within the time limit; let students work together in groups and use open-ended questions in sequences for developing fluent thinking; allow each group give a presentation about their various ideas and discussion together for developing flexible thinking; assign a new situation to let students apply their knowledge for developing flexible thinking; evaluate students comprehension by using new situation about ecosystem 2) In dimension of thinking, students have developed skills ordering from most to least which are fluency, flexibility, and originality. For dimension of imagination, greatest developed skill is fluency, following by originality and flexibility