ผลของปุ๋ยหมักและถ่านชีวภาพสำหรับการผลิตผักกาดหอมภายใต้ชุดดินสันทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
Effect of compost and biochar on lettuce production in San Sai soil series with low fertility
Abstract:
การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ดินถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญเพื่อการผลิตพืชให้ได้ผลผลิตตามความต้องการ โดยเฉพาะหากเป็นการใช้วัสดุเหลือใช้ภายในฟาร์มย่อมทำให้การปรับปรุงดินนั้นมีต้นทุนต่ำและสามารถหมุนเวียนปัจจัยการผลิตที่นำไปสู่ความยั่งยืนได้ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ปุ๋ยหมักและถ่านชีวภาพเปรียบเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับการผลิตผักกาดหอมเรดโอ๊ค โดยวางแผนการทดลองแบบบล็อกสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 4 ซ้ำ (บล็อก) 10 ตำรับทดลอง ได้แก่ T1: ไม่ใส่ปุ๋ยและถ่านชีวภาพ (ควบคุม), T2-T3: ปุ๋ยหมักอัตรา 1,000 และ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่, T4-T5: ถ่านชีวภาพอัตรา 1,000 และ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่, T6: ปุ๋ยหมักและถ่านชีวภาพอย่างละ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่, T7: ปุ๋ยหมัก 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ และถ่านชีวภาพ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่, T8: ปุ๋ยหมัก 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ และถ่านชีวภาพ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่, T9: ปุ๋ยหมัก 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ และถ่านชีวภาพ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ และ T10: ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (ปุ๋ยสูตร 16-16-16 + 46-0-0 อย่างละ 30 กิโลกรัมต่อไร่ และรองพื้นด้วยปุ๋ยมูลโค 2,000 กิโลกรัมต่อไร่) จากผลการทดลองพบว่า การใส่ปุ๋ยเคมียังคงทำให้ผักกาดหอมเรดโอ๊คมีน้ำหนัก สดต้นดีที่สุดทั้ง 2 รอบการเก็บเกี่ยว และมีต้นทุนของปุ๋ยที่ต่ำกว่าการใช้ปุ๋ยหมักและถ่านชีวภาพใน อัตราที่สูงที่สุด อย่างไรก็ตามหากสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาผลผลิตปลอดภัย/เกษตรอินทรีย์ จะ พบว่า การใส่ปุ๋ยหมัก 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ และถ่านชีวภาพ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ได้กำไรสุทธิ สูงที่สุด
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Role:
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม
©copyrights มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์