Title
การเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรที่สองในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีการรักษาล้มเหลวจากยาสูตรแรก: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานเครือข่าย
Title Alternative
Comparative efficacy and safety of second-line antiretroviral therapy for treatment failure of HIV infection: a systematic review and network meta-analysis
Description
Abstract:
ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีความล้มเหลวจากยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรแรกนั้นมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาสูตรที่สอง การเลือกยาสูตรที่สองอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่าง
มาก อย่างไรก็ตามผลการศึกษาที่ผ่านมายังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในการเปรียบเทียบกับสูตรยาต้าน
ไวรัสเอชไอวีมาตรฐาน ของสูตรที่สองตามแนวทางการรักษาขององค์กรอนามัยโลก
(lopinavir/ritonavir (LPV/r)+2NRTIs) การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลและความ
ปลอดภัยของการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรที่สองในผู้ป่วยที่มีความล้มเหลวจากยาสูตรแรก โดย
วิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานเครือข่าย ทำการสืบค้นงานวิจัยแบบ
Randomized controlled trials จากฐานข้อมูล Pubmed, Embase, Cochrane Central
Register of controlled Trials, Clinicaltrial.gov และ the international Clinical trials
Registry Platform โดยสืบค้นจนถึงธันวาคม 2563 ผลลัพธ์ที่วัด ได้แก่ การกดเชื้อไวรัสในเลือด ,
การเพิ่มขึ้นของระดับซีดี4, อัตราการตายจากภาวะ AIDs defining illness และเหตุการณ์ไม่พึง
ประสงค์ชนิดร้ายแรง ใช้โมเดลการวิเคราะห์แบบสุ่ม และแสดงผลด้วยอัตราเสี่ยงสัมพัทธ์ (Relative
risk, RR) หรือความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted mean difference, WMD)
และประมาณค่า Surface Under the Cumulative RAnking Curve (SUCRA) จากงานวิจัยพบว่า
มีการศึกษาที่ถูกคัดเข้าตามเกณฑ์ 7 ฉบับ มีผู้ป่วยทั้งหมด 3,819 ราย คุณภาพการศึกษาส่วนใหญ่อยู่
ในระดับต่ำถึงต่ำมาก โดยทั้งหมดเป็นผู้ป่วยที่ล้มเหลวจากยาต้านไวรัสสูตรแรกเป็นสูตร NNRTIs
based ระยะเวลาในการศึกษาที่ 48 สัปดาห์ มีกลุ่มควบคุมเป็นสูตรยามาตรฐานที่เป็นสูตรที่สอง
(2NRTIs+bPIs) ผลการศึกษาพบว่าสูตรยาต้านไวรัสสูตรที่สองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ
2NRTIs+DTG มีประสิทธิผลในการกดเชื้อไวรัสในกระแสเลือดให้น้อยกว่า 400 และ 50 copies/ml
มากกว่ากลุ่มควบคุมที่เป็นสูตรที่สอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (RR 1.14, 95% CI 1.04 - 1.26 และ
RR 1.20, 95% CI 1.10 - 1.31 ตามลาดับ) ในเรื่องการเกิดอาการข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหาร
มีความปลอดภัยมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (RR 0.25, 95% CI 0.13 0.48) และ
ส่วนผลลัพธ์อื่น ๆ พบว่าไม่แตกต่างกัน ในการทดสอบความไวของการศึกษาพบว่า มีลำดับของสูตรยา
ที่มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน ในอนาคตหากรวบรวมการศึกษาที่มีคุณภาพสูงในจำนวนที่มากขึ้น
พร้อมกับระยะเวลาในการศึกษาที่นานขึ้น เพื่อดูในเรื่องความปลอดภัยจะทำให้ได้ผลการศึกษาที่
น่าเชื่อถือและน่าไปใช้ประโยซน์ในทางคลินิกได้มากยิ่งขึ้น
Publisher
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. สำนักวิทยบริการ
Rights
©copyrights มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี