การศึกษาแบบสุ่มและแบ่งครึ่งหน้าเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของครีมโคเอ็นไซม์คิวเท็น 5% เปรียบเทียบกับครีมเตรตติโนอิน 0025% ในการรักษาริ้วรอยรอบดวงตา
A split-face, double blind comparative study of the effective between 5% coenzyme Q10 versus 0025% tretinoin cream for periorbital wrinkle reduction
Abstract:
ปัจจุบันการรักษาริ้วรอยบริเวณรอบดวงตามีด้วยกันหลายวิธี ครีมเตรตติโนอินเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาริ้วรอย แต่พบอาการข้างเคียงจากการรักษาได้บ่อย เช่น ผิวแดง ผิวแห้ง หรือ แสบคัน
จากการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าครีมโคเอ็นไซม์คิวเท็นซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสามารถช่วยลดเลือน
ริ้วรอยได้ และไม่มีอาการข้างเคียงหลังการรักษา
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของครีมโคเอ็นไซม์คิวเท็น 5% เปรียบเทียบ กับครีมเตรตติโนอิน 0.025% ในการรักษาริ้วรอยรอบดวงตา โดยมีอาสาสมัครทั้งหมด 15 คน แบ่งครึ่งของใบหน้าสำหรับทาครีมโคเอ็นไซม์คิวเท็น 5% และครีมเตรตติโนอิน 0.025%
มีการประเมินก่อนและหลังการรักษาในสัปดาห์ที่ 4, 8 และ12 โดยประเมินริ้วรอยรอบดวงตาโดยใช้ Rao-Goldman 5-point visual scoring scale, ค่าริ้วรอยรอบดวงตา (SEw) โดยใช้เครื่อง Visioscan® VC98, ค่าความยืดหยุ่นรอบดวงตา (R2) โดยใช้เครื่อง Cutometer MPA® 580, ความพึงพอใจ (Patients satisfaction score) ในสัปดาห์ที่ 12 และผลข้างเคียงของอาสาสมัคร
ผลการวิจัยพบว่า การใช้ครีมโคเอ็นไซม์คิวเท็น 5% และครีมเตรตติโนอิน 0.025% ในการรักษาริ้วรอยรอบดวงตาในระยะเวลา 12 สัปดาห์ มีประสิทธิผลในการลดริ้วรอยรอบดวงตาได้อย่างต่อเนื่องแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และไม่มีความแตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม แต่การใช้ครีมโคเอ็นไซม์คิวเท็น 5% และครีมเตรตติโนอิน 0.025% มีประสิทธิผลในการเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวในระยะเวลา 12 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม นอกจากนั้นการใช้ครีมโคเอ็นไซม์คิวเท็น 5% ไม่พบผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น อาการคัน ผิวแห้งลอก อาการเจ็บแสบ ผิวแดง และรอยดำ
ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า การใช้ครีมโคเอ็นไซม์คิวเท็น 5% มีประสิทธิผลในการเพิ่มความยืดหยุ่นของ ผิวรอบดวงตาไม่แตกต่างจากครีมเตรตติโนอิน 0.025% แต่สามารถลดผลข้างเคียงจากการรักษาได้
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. ศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา
©copyrights มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง