ปัจจัยทำนายพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 3
The factors predicting healthcare behaviors in dealing with patients with stage 3 progressive chronic kidney disease
Abstract:
โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นทั่วโลก การมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมอาจช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ที่มารับบริการตรวจรักษาที่คลินิกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลกระทุ่มแบน จำนวน 116 คน คำนวณขนาดตัวอย่าง โดยใช้โปรแกรม G* Power กำหนดอำนาจทดสอบ.90 กำหนดค่าขนาดอิทธิพลเท่า .15 กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .05 เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ 3) แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 3 4) แบบสอบถามพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอความเสื่อมของไตของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่3 ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของเครื่องมือชุดที่ 2-4 เท่ากับ 1.00, 0.99, 0.99 ตามลำดับและทดสอบความเชื่อมั่นกับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคในแบบสอบถามชุดที่ 2 ,ชุดที่ 4 และในชุดที่ 3 ใช้สูตร คูเดอร์ริชาร์ดสัน 20 ได้เท่ากับ .90, .80, .73 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุแบบเป็นขั้นตอน ผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 60.3) อายุเฉลี่ย 63.75 ปี (SD = 4.49) มีการศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 63.8) ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากที่สุด (ร้อยละ 49.1) รายได้เฉลี่ยของครอบครัวอยู่ระหว่าง 10,001-15,000 บาท สิทธิการรักษาใช้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติมากที่สุด (ร้อยละ 81.9) ส่วนใหญ่ทราบว่าตนเองป่วยด้วยโรคไตเรื้อรัง (ร้อยละ60.3) โรคประจำตัวเป็นเบาหวานมากที่สุด (ร้อยละ 37.9) รองลงมาเป็นทั้งโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน (ร้อยละ30.2 ) ส่วนใหญ่ได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังได้จากแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่มากที่สุด (ร้อยละ 53.4) กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56 ประกอบอาหารรับประทานเอง กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอความเสี่ยมของไตโดยรวมอยู่ในระดับสูง (M=94.83 , SD=8.29) ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 3 ได้ร้อยละ 51.9 (F =40.275, p<.001) มีทั้งหมด 3 ปัจจัย ได้แก่ 1) การรับรู้ความรุนแรงของโรค (β = .372, p<.001) 2) การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมเพื่อชะลอความเสื่อมของไต (β = -.308, p<.001) 3) ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอความเสื่อมของไต (β = .321, p<.001) และทั้ง 3 ปัจจัยมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 3 (r= .720) ผลการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่าบุคคลากรสาธารณสุขควรตระหนักถึงความรุนแรงของโรคไตเรื้อรังเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะก่อผลเสียแก่ผู้ป่วย ฉะนั้นจึงควรนำแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพมาประยุกต์ใช้ในการให้ความรู้ เพื่อมุ่งเน้นการปฏิบัติพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอความเสื่อมของไต
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Role:
อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก
Role:
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม
©copyrights มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์