การเปลี่ยนแปลงสภาพบนผิวหน้า หลังสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ร่วมกับการใช้น้ำแร่ธรรมชาติ
The Effect on Skin Conditions After Wearing Medical Masks With the Use of Thermal Spring Water (TSW) Spray
Abstract:
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรค COVID-19 ที่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดยผ่านละอองเสมหะ เมื่อมีการไอ จาม หนึ่งในมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาที่ได้ผลดี และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายได้แก่การใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ แต่ในขณะเดียวกันการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเวลานานๆ ส่งผลกระทบให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อผู้ที่สวมใส่ได้ เช่นกัน ผู้วิจัยจึงทำการศึกษาการใช้น้ำแร่ธรรมชาติ (Thermal Spring Water; TSW) ในการช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์จากการใส่หน้ากากอนามัย ด้วยการวัดลักษณะทางกายภาพของผิวหน้าก่อน และหลังการสวมหน้ากากอนามัยที่เวลา 0, 3 และ 7 ชั่วโมง (T0. T3 และ T7) ร่วมกับการสเปรย์ TSW จำนวน 2 ครั้ง ที่เวลา 0 และ 3 ชั่วโมง (T0 และ T3) ด้วยการศึกษาในรูปแบบของ Therapeutic RCT Cohort และใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ repeated measures ANOVA, dependent paired t test และ independent t test โดยทำการศึกษาในอาสาสมัครเพศหญิง จำนวน 40 ราย ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทรีโว่เมด (ไทยแลนด์) จํากัด มีอายุเฉลี่ย 29.0±6.9 ปี จากผลการศึกษาการเปรียบเทียบข้อมูลลักษณะทางกายภาพของผิวหน้ากลุ่มภายในและกลุ่มภายนอกหน้ากากอนามัย ทั้งที่มีการสเปรย์และไม่มีการสเปรย์ TSW ที่เวลา T0, T3 และ T7 ของอาสาสมัครที่เข้าร่วมการวิจัย พบว่า อุณหภูมิ ความชุ่มชื้น อัตราการสูญเสียน้ำบนผิวหน้า ความมัน และ ระดับความแดง ภายในและภายนอกหน้ากากอนามัย ทั้งที่ สเปรย์และไม่สเปรย์ TSW ไม่มีความแตกต่างกันในทุกช่วงเวลา พบเพียงแนวโน้มของการสเปรย์ TSW ที่ส่งผลต่อ ความชุ่มชื้น ความมัน และ ระดับความแดง ดังนี้ การสเปรย์ TSW บริเวณภายในและภายนอกหน้ากากทำให้ความมันบนใบหน้ามีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ด้วยอัตราการลดลงที่เพิ่มขึ้น, ทำให้ความชุ่มชื้นภายในหน้ากากที่มีการสเปรย์ TSW มีแนวโน้มลดลงที่เวลา T7 เมื่อเทียบกับทั้งที่เวลา T0 และ T3 นอกจากนี้การสเปรย์ TSW บริเวณภายในหน้ากากยังทำให้ความแตกต่างของระดับความแดงบนใบหน้า ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละช่วงเวลา น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่มีการสเปรย์ และหลังการสเปรย์ TSW ครั้งที่ 2 ที่เวลา T7 บริเวณภายนอกหน้ากากมีระดับความแดงลดลง เมื่อเทียบ กับที่เวลา T0 และ T3 และมีความแตกต่างของระดับความแดงในช่วงระหว่าง T3 และ T7 เมื่อวิเคราะห์ด้วยสถิติ dependent paired t test จำนวนเชื้อ C.acnes ทั่วหน้า เพิ่มขึ้นตามเวลาที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเร็วที่มากขึ้น เมื่อระยะเวลาผ่านไป โดยมีความแตกต่างที่เวลา T3 และยิ่งแตกต่างเพิ่มขึ้นที่เวลา T7 เมื่อเทียบกับก่อนการใส่หน้ากากและสเปรย์ TSW ที่เวลา T0 อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถสรุปได้ว่า การสเปรย์ TSW มีผลต่อจำนวนเชื้อ C.acnes อย่างไร เนื่องจากเป็นการวัดจำนวนเชื้อ C.acnes ทั่วใบหน้า ทั้งบริเวณภายในและภายนอกหน้ากาอนามัย และจากผลการศึกษาการเปรียบเทียบข้อมูลลักษณะทางกายภาพของผิวหน้ากลุ่มที่มีการสเปรย์และกลุ่มไม่มีการสเปรย์ TSW ทั้งภายในและภายนอกหน้ากากอนามัย ที่เวลา T0, T3 และ T7 ของอาสาสมัครที่เข้าร่วมการวิจัย พบว่า เมื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิ ความชุ่มชื้น อัตราการสูญเสียน้ำบนผิวหน้า และ ระดับความแดง ของผิวหน้าที่มีการสเปรย์ TSW ทั้งภายในและภายนอกหน้ากากอนามัย รวมถึงผิวหน้าในส่วนที่ไม่มีการสเปรย์ TSW ทั้งภายในและภายนอกหน้ากากอนามัย ไม่แตกต่างกันในทุกช่วงเวลา (ยกเว้นที่เวลา T7 พบความแตกต่างของผิวหน้าที่มีการสเปรย์ TSW โดยมีระดับความแดงภายในหน้ากากสูงกว่าภายนอกหน้ากาก) สำหรับความมันของผิวหน้าที่มีการสเปรย์ TSW และไม่สเปรย์ TSW ทั้งภายในและภายนอกหน้ากาก แตกต่างกันในทุกช่วงเวลา โดยความมันภายในหน้ากากสูงกว่าภายนอกหน้ากากทุกช่วงเวลา และการสเปรย์ TSW ทำให้ความแตกต่างของความมันบนใบหน้ามีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ได้แก่ ที่เวลา T3 และ T7 ด้วยอัตราการลดลงที่เพิ่มขึ้น จากงานวิจัยครั้งนี้ โดยสรุปพบว่า 1. การสเปรย์ TSW ไม่มีผลทำให้เกิดการการเปลี่ยนแปลงของผิวหน้าในส่วนของ อุณหภูมิ ความชุ่มชื้น อัตราการสูญเสียน้ำ ความมัน ระดับความแดง ภายหลังการใส่หน้ากากอนามัยในทุก ๆ ช่วงเวลาที่ทำการทดลองที่ T3 และ T7 2. ภายหลังการสเปร์ TSW จำนวนเชื้อ C.acnes ทั่วใบหน้า ยังคงเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่า การสเปรย์ TSW มีผลต่อจำนวนเชื้อ C.acnes อย่างไร เนื่องจากเป็นการวัดจำนวนเชื้อ C.acnes ทั่วใบหน้า ทั้งบริเวณภายในและภายนอกหน้ากากอนามัย
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. ศูนย์เรียนรู้และหอสมุด.
©copyrights มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์