การประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนรวมตราสารทุนในประเทศไทย
The evaluation of Thai equities mutual fund performance
Abstract:
การศึกษาเรื่องการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนรวมตราสารทุนในประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถของผู้จัดการกองทุนในการคัดเลือกหลักทรัพย์ (Stock Selection ability) และความสามารถของผู้จัดการกองทุนในการจับจังหวะการลงทุนในแต่ละช่วงเวลา (Market timing ability) โดยวิเคราะห์ความสามารถในการคัดเลือกหลักทรัพย์ (Stock Selection ability) ของผู้จัดการกองทุนผ่านแบบจำลอง CAPM (1964), Fama-French 3 Factors Model (1993), Cahart 4 Factors Model (1997) และ Fama-French 5 Factors Model (2015) ส่วนความสามารถในการจับจังหวะการลงทุนของผู้จัดการกองทุน (Market timing ability) วิเคราะห์ผ่าน Treynor-Mazuy Model (1966) และ Henriksson-Merton Model (1981) โดยการเก็บข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ตั้งแต่มกราคม พ.ศ. 2555 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2565 รวมเป็นระยะเวลา 11 ปี มีจำนวนกองทุนที่ศึกษาทั้งหมด 278 กองทุน และมีการวิเคราะห์ตามการจัดประเภทของกองทุนรวมตราสารทุนในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กองทุนที่จัดตั้งภายใต้กลุ่มธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ และกองทุนที่ไม่ได้จัดตั้งภายใต้กลุ่มธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ กองทุนรวมหุ้นที่มีนโยบายเชิงรุก (Active) และกองทุนรวมหุ้นที่มีนโยบายเชิงรับ (Passive) และกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล (Dividend) และกองทุนที่ไม่มีนโยบายจ่ายปันผล (Non-Dividend) จากการศึกษาความสามารถของผู้จัดการกองทุนในการใช้กลยุทธ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ (Stock selection ability) โดยการวิเคราะห์ด้วยวิธี GRS Test ผ่านแบบจำลอง CAPM (1964), Fama-French 3 Factors (1993), Cahart 4 Factors (1997) และแบบจำลอง Fama-French 5 Factors (2015) พบว่า ผู้จัดการกองทุนไม่มีความสามารถในการคัดเลือกหลักทรัพย์เพื่อสร้างผลการดำเนินงานที่เป็นบวกให้แก่นักลงทุนในการวิเคราะห์ทุกแบบจำลองและทุกการจัดประเภทของกองทุนรวมตราสารทุนในประเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยหากพิจารณาเปรียบเทียบในแต่ละกลุ่มประเภทจะพบว่า กลุ่มกองทุนที่จัดตั้งภายใต้กลุ่มธุรกิจของธนาคารพาณิชย์มีความสามารถในการคัดเลือกหลักทรัพย์เพื่อสร้างผลการดำเนินงานให้กับนักลงทุนได้ดีกว่ากลุ่มกองทุนที่ไม่ได้จัดตั้งภายใต้กลุ่มธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ในขณะที่กองทุนรวมที่มีนโยบายเชิงรับสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ดีกว่ากองทุนรวมที่มีนโยบายเชิงรุกเล็กน้อย ส่วนกองทุนที่ไม่มีนโยบายจ่ายปันผลสามารถสร้างผลการดำเนินงานแก่นักลงทุนได้ดีกว่ากองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ส่วนผลการศึกษาความสามารถของผู้จัดการกองทุนในการจับจังหวะการลงทุนในแต่ละช่วงเวลา (Market timing ability) โดยการวิเคราะห์ด้วยสมการถดถอยเชิงเส้นหลายตัวแปร (Multiple regression) ผ่านแบบจำลอง Treynor-Mazuy (1966) และ Henriksson-Merton (1981) พบว่า ตามแบบจำลอง Treynor-Mazuy ผู้จัดการกองทุนมีความสามารถในการจับจังหวะการลงทุนของกลุ่มกองทุนที่จัดตั้งภายใต้กลุ่มธุรกิจของธนาคารพาณิชย์และกลุ่มกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผลอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่มีความสามารถในการจับจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมของกลุ่มกองทุนรวมหุ้นที่มีนโยบายเชิงรุกอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผลการศึกษาตามแบบจำลอง Henriksson-Merton พบว่า ผู้จัดการกองทุนมีความสามารถในการจับจังหวะการลงทุนของกลุ่มกองทุนที่จัดตั้งภายใต้กลุ่มธุรกิจของธนาคารพาณิชย์แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และมีความสามารถในการจับจังหวะการลงทุนของกลุ่มกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีความสามารถในการจับจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมของกองทุนรวมหุ้นที่มีนโยบายเชิงรุกอย่างมีนัยสำคัญ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
©copyrights มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์