ประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์ในการย่อยสลายสารเคมีตกค้างในดินทางการเกษตร
Efficacy of bioproduct for degradation of pesticide residues in agricultural soil
Abstract:
พื้นที่ในประเทศไทยมีการทำเกษตรมากกว่าร้อยละ 62 ของเนื้อที่ทั้งหมด ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมไม่น้อยกว่า 40 ล้านคน ดังนั้นดินถือว่ามีความสำคัญต่อการทำการเกษตรเป็นอย่างมาก การจัดการดิน คุณภาพของดินและคุณสมบัติของดินทำให้ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรดีไปด้วยแต่ในทางกลับกัน ดินมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมมีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เกิดการสะสมของสารเคมีตกค้างอยู่ในดินส่งผลต่อสุขภาพ และระบบห่วงโซ่อาหาร สิ่งแวดล้อม และการปนเปื้อนของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างในดินเป็นปัญหาสำคัญที่หลายฝ่ายต่างให้ความสนใจ จากปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ กระบวนการเสื่อมสลายของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในดินสามารถเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติแต่ต้องใช้เวลานาน ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบคทีเรียเชื้อผสมหลายสายพันธุ์ในการฟื้นฟูดินโดยใช้จุลินทรีย์เชื้อผสมหลายสายพันธุ์ในการย่อยสลายสารตกค้าง ได้แก่ 1.สายพันธุ์ SP TU - C, 2. SP TU 15 - 2 และ 3. SP - TU 12Y ที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายสารเคมีที่ตกค้างในดินทางการเกษตรในกลุ่มของไพรีทรอยด์, ออร์กาโนฟอสเฟต และคาร์บาเมต ตามลำดับ เมื่อนำแบคทีเรียมาเลี้ยงร่วมกันทำให้ได้อัตราส่วนที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงเชื้อผสม SP TU - C, SP TU 15 - 2 และ SP - TU 12Y อัตราส่วนที่เหมาะสม คือ 1:3:1 มิลลิลิตรต่ออาหาร NB 100 มิลลิลิตร จากการศึกษาดูกลไกในการสร้างเอนไซม์อะไมเลส พบเชื้อแบคทีเรียที่สามารถสร้างเอนไซม์ได้ 1 สายพันธุ์ ได้แก่ SP TU C ซึ่งมีคุณสมบัติในการย่อยสลายสารเคมีตกค้างในกลุ่มของไพรีทรอยด์ และการศึกษาดูกลไกในการสร้างเอนไซม์เซลลูเลส เอนไซม์โปรตีนเอส และเอนไซม์เอสเทอเรส พบเชื้อแบคทีเรียที่สามารถสร้างเอนไซม์ได้ถึง 2 สายพันธุ์ ได้แก่ SP TU 15 2 และ SP TU 12Y ซึ่งมีคุณสมบัติในการย่อยสลายสารเคมีตกค้างในกลุ่มของออร์กาโนฟอสเฟตและในกลุ่มของคาร์บาเมต การจำแนกชนิดเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ทั้ง 3 สายพันธุ์ พบว่า สายพันธุ์ SP TU 15 2 เป็นแบคทีเรียแกรมบวก มีลักษณะกลมรี สีขาวครีม โคโลนีนูน มันวาว และทึบแสง บนอาหาร NA SP TU 12Y เป็นแบคทีเรียแกรมบวก มีลักษณะกลม สีเหลือง โคโลนีนูน มันวาวขอบเรียบ และทึบแสง และ SP TU C พบว่าเป็นแบคีทีเรียแกรมลบที่มีลักษณะกลม สีเหลืองใส โคโลนีนูน มันวาวขอบเรียบ และทึบแสง จากการตรวจวิเคราะห์หาสารเคมีตกค้างในดินทางการเกษตรในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ในแปลงเกษตรกรที่มีรูปแบบการผลิตพืชผลที่แตกต่างกัน คือ 1) การผลิตพืชแบบอินทรีย์จำนวน 52 แปลง 2) ผลิตพืชแบบเคมี 143 แปลง และ 3) โคกหนองนา 102 แปลง แต่ละแปลงมีพื้นที่ทดสอบขนาด 1 ไร่ ทดสอบประสิทธิภาพในการย่อยสลายสารเคมีตกค้างโดยการพ่นผลิตภัณฑ์บนพื้นที่ทดสอบอย่างต่อเนื่อง 4 ครั้ง (1, 8, 15 และ 22 วัน) เมื่อวิเคราะห์ปริมาณสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ พบสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช 1) กลุ่มคาร์บาเมตในแปลงผลิตแบบเคมี โคกหนองนา และอินทรีย์ เท่ากับ 0-17.52, 0-27.57 และ 0-2.26 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ 2) กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ในแปลงผลิตแบบเคมี โคกหนองนา และอินทรีย์ เท่ากับ 0-4.44, 0-7.11, 0-1.12 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ และ 3) กลุ่มไพรีทรอยด์ ในแปลงผลิตแบบเคมี โคกหนองนา และอินทรีย์ เท่ากับ 0-4.90, 0-2.99, 0-3.12 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ และเมื่อวิเคราะห์ตัวอย่างดินหลังใช้ผลิตภัณฑ์ พบว่า แปลงผลิตพืชในรูปแบบอินทรีย์ไม่พบสารเคมีทั้ง 3 กลุ่มตกค้างในดิน แต่ยังคงพบสารเคมีตกค้างในแปลงผลิตพืชรูปแบบเคมีและโคกหนองนา จากการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์เชื้อผสมหลายสายพันธุ์เป็นตัวออกฤทธิ์ มีประสิทธิภาพในการเร่งสลายสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในดินได้เร็วยิ่งขึ้นและควรมีการใช้อย่างต่อเนื่อง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Role:
อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก
Role:
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม
©copyrights มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์