การศึกษาประสิทธิภาพของไขมันในช่องท้องและระดับอะดิโพคายน์เพื่อใช้ในการทำนายความเสี่ยงภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิคในกลุ่มบุคลากรของกองทัพเรือไทย
Efficiency of visceral fat and adipokine levels in predicting cardiometabolic risk in Thai navy adults
Abstract:
ภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิก (Cardiometabolic syndrome) หมายถึง กลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของกระบวนการเมตาบอลิสมในร่างกาย มีความผิดปกติในระดับของไขมันและน้ำตาลในเลือด การเกิดความดันโลหิตสูงและมีลักษณะไขมันกระจายรอบเอวหรือเรียกว่าอ้วนลงพุง สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันพบอัตราการเกิดภาวะเมตาบอลิกเพิ่มสูงขึ้นพบอัตราความชุก 32.6% ในประชากรไทยที่อาศัยในเขตเมือง จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มที่น้ำหนักตัวปกติ แต่อ้วนลงพุงมีความเสี่ยง 2.03 เท่าที่จะเกิดภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิก และในกลุ่มคนที่มีความรุนแรงของโรคระดับน้อยถึงปานกลาง กลุ่มทีน้ำหนักตัวปกติมีสัดส่วนมากกว่ากลุ่มที่น้ำหนักเกินอีกด้วย ซึ่งพยาธิสภาพของการเกิดโรคเกิดจากเซลล์ไขมันที่หลั่งอะดิโพคายน์ออกมา ดังนั้นงานวิจัยนี้จะศึกษาระดับของไขมันในช่องท้อง (visceral fat) อัตราส่วนระหว่างเส้นรอบเอวต่อสะโพก (waist to hip ratio) อะดิโพเน็กทิน (adiponectin) และเลปติน (leptin) รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ในกลุ่มบุคลากรในสังกัดกองทัพเรือไทยที่มีภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิกเพื่อใช้ในการทำนายความเสี่ยงภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิก การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบ Case control study กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นบุคลากรในสังกัดกองทัพเรือไทย จำนวน 440 คน ที่มีอายุในช่วง 35 - 60 ปี จากศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าและมี BMI อยู่ในระหว่าง 18.5-25 kg/m2 ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ตั้งแต่ เดือนตุลาคม ปี 2562 ถึง เดือน มีนาคม ปี 2563 ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของอายุ BMI เส้นรอบเอว,อัตราส่วนเส้นรอบเอวต่อสะโพก ความดันซิสโทลิก ความดันไดแอสโทลิก เปอร์เซนต์ไขมันในร่างกาย, ระดับไขมันในช่องท้อง น้ำตาลในกระแสเลือด คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ แอลดีแอลคอเลสเตอรอล อะดิโพเนปติน และเลปติน ในกลุ่มที่มีภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิกมีค่าสูงกว่ากลุ่มปกติ และในขณะที่ค่าเฉลี่ยระดับสัดส่วนกล้ามเนื้อต่อไขมันพบว่ามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มปกติ การเปรียบเทียบตัวแปรต่างๆ ในกลุ่มประชากรทั้ง 4 กลุ่มพบว่า อัตราส่วนเส้นรอบเอวต่อสะโพก ระดับน้ำตาลในเลือด, ไตรกลีเซอไรด์, ความดัน ไดแอสทอลิก มีค่าแตกต่างกันทั้ง 4 กลุ่ม จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถใช้แยกภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิกได้ การศึกษาค่าความสัมพันธ์ระหว่างระดับของไขมันในช่องท้อง อัตราส่วนเส้นรอบเอวต่อสะโพก อะดิโพเน็กทินและเลปติน พบว่า ระดับไขมันในช่องท้องมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอัตราเส้นรอบเอวต่อสะโพกและเลปติน และมีความสัมพันธ์เชิงลบกับอะดิโพเน็กทินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนอัตราส่วนเส้นรอบเอวต่อสะโพกมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับเลปตินและมีความสัมพันธ์เชิงลบกับอะดิโพเน็กทินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับของอะดิโพเน็กทิน ลดลงจะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะเมตาบอลิก 2.45 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มปกติ ระดับของ BMI สูง จะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิกมากกว่าคนปกติ 1.703 เท่า HDL Cholesterol ที่ลดลงจะพบว่ามีความเสี่ยงเป็นภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิกเทียบกับกลุ่ม control 1.219 เท่า ผลจากแบบสอบถามการใช้ชีวิตประจำวันนำมาหาความสัมพันธ์ด้วย Chi-square การสูบบุหรี่การดื่มแอลกอฮอล์และการออกกำลังกาย พบว่าการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มีมากที่สุดในกลุ่มที่มีภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิกและระดับไขมันในช่องท้องสูง และการออกกำลังกายมากในกลุ่มที่ไม่มีภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิกซึ่งแสดงให้เห็นว่า การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลทำให้เกิดภาวะคาร์ดิโอเมตาบลิกมากขึ้นและการออกกำลังกายจะทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิก ผลจากการศึกษาในครั้งนี้พบว่า การวัดปริมาณ biomarkers ต่างๆ นำมาใช้ในทำนายความเสี่ยงภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิก รวมถึงบอกความสามารถในการใช้ค่าของอะดิโพเน็กทินมาเป็นตัวบ่งชี้ระยะเริ่มแรก (early marker) ในการประเมินภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิกในกลุ่มบุคลากรของกองทัพเรือไทยได้ ซึ่งประโยชน์ที่ได้จะนำไปสู่การวางแผนเพื่อลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดภาวะคาร์ดิโอเมตาบอลิก และการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่บุคลากรและประชาชน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
©copyrights มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์