การศึกษาประสิทธิภาพของยาทาสารแอลคาร์นิทีน 2% เปรียบเทียบกับยาทาสารไอโซเทรทิโนอิน 005% ในการลดการผลิตซีบัมในผู้ที่มีภาวะหน้ามัน
A comparison of the effect of topical 2% l-carnitine and 005% isotretinoin on reducing facial sebum production on oily face
Abstract:
ภาวะผิวหน้ามันเป็นปัญหาที่พบบ่อยและเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมารับการรักษา ซึ่งภาวะผิวหน้ามันเกิดจากการทำงานที่มากเกินไปของต่อมไขมัน นอกจากจะมีความสัมพันธ์กับการเกิดสิวแล้ว ยังสร้างความกังวลในแง่ความสวยงามของผิว ทำให้สูญเสียความมั่นใจและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตด้วย ปัจจุบันการรักษาภาวะหน้ามัน ยังไม่มีวิธีใดได้ผลถาวร สารไอโซเทรทิโนอินชนิดทาเพื่อรักษาสิว พบว่ามีประสิทธิภาพดี ในการลดซีบัมบริเวณใบหน้า แต่มีผลข้างเคียงหลายประการ ส่วนสารแอลคาร์นิทีนชนิดทา จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า สามารถลดการผลิตซีบัมได้เช่นกัน มีความปลอดภัย และผลข้างเคียงต่ำ
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการลดการผลิตซีบัมในผู้ที่มีภาวะหน้า มันของสารแอลคาร์นิทีน 2% และสารไอโซเทรทิโนอิน 0.05% ในอาสาสมัครหญิงไทย
วิธีการศึกษา ผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 28 คน ที่มีภาวะหน้ามันและต้องการลดการผลิตซีบัมบริ เวณใบหน้า โดยมีการวัดระดับซีบัมบริเวณใบหน้าด้วยเครื่องซีบัมมิเตอร์ได้มากกว่า 150 ไมโครกรัมต่อตารางเซนติเมตร ได้รับการรักษาบริเวณใบหน้า 2 ข้างเปรียบเทียบกัน โดยใบหน้าข้างหนึ่งใช้สารแอลคาร์นิทีน 2% และใบหน้าอีกข้างหนึ่งใช้สารไอโซเทรทิโนอิน 0.05% ทั้งสองรูปแบบเลือกให้การรักษาแบบสุ่ม ผู้เข้าร่วมวิจัยต้องใช้สารทั้งสองชนิดทาบริเวณ ใบหน้าแต่ละข้างตามที่กำหนดวันละครั้ง ก่อนนอน ต่อเนื่องทุกวันจนครบ 8 สัปดาห์ ประเมินผล ในสัปดาห์ที่ 0 และสัปดาห์ที่ 1, 2, 4, 6 และ 8 โดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยซีบัมที่วัดได้จากเครื่อง ซีบัมมิเตอร์, ผลข้างเคียง และความพึงพอใจในการรักษา
ผลการศึกษา ผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 28 คนที่เข้าร่วมจนจบโครงการ ในกลุ่มที่รักษาด้วยสารแอลคาร์นิทีน พบว่าค่าเฉลี่ยซีบัมที่ตำแหน่งปีกจมูก มีระดับลดลงหลังการรักษาเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ ที่ตำแหน่งคิ้วด้านนอกและคิ้วด้านใน มีค่าเฉลี่ยซีบัมลดลงหลังการรักษา 2 และ 4 สัปดาห์ ตามลำดับ และเมื่อเทียบประสิทธิภาพการลดปริมาณซีบัมกับสารไอโซเทรทิโนอิน พบว่า สารไอโซเทรทิโนอินสามารถลดปริมาณซีบัมที่ตำแหน่งปีกจมูก และค่าเฉลี่ยระดับซีบัมของทั้ง 3 ตำแหน่ง ได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่สัปดาห์ที่ 8 ทั้งค่าเฉลี่ย และ ร้อยละที่เปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำมัน ในเรื่องความพึงพอใจในการรักษา พบว่า อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มความพึงพอใจมากขึ้นตามระยะเวลาที่ใช้ยา ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยสารไอโซเทรทิโนอิน 0.05%
พบผลข้างเคียง คือ แดง แห้ง ลอก ร้อยละ 53.57 ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยสารแอลคาร์นิทีน 2% พบว่ามีผลข้างเคียงเพียง 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.85
สรุป สารแอลคาร์นิทีนมีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะหน้ามัน แม้จะด้อยกว่าสารไอโซเทรทิโนอิน แต่สารแอลคาร์นิทีนมีความปลอดภัยในการรักษาและผลข้างเคียงน้อยกว่าสารไอโซเทรทิโนอิน จึงสามารถเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาภาวะหน้ามัน
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. ศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา
CallNumber:
WR102 ธ264ก 2563
©copyrights มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง