ความรับผิดในความเสียหายต่อเนื่องอันเกิดจากความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินที่ซื้อขาย
Liability for consequential damages out of defects in sale contract
Abstract:
ในสัญญาซื้อขายหน้าที่ของผู้ขายประการหนึ่งคือการส่งมอบทรัพย์สินที่ปราศจากความชำรุดบกพร่องของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยตามมาตรา 453 และมาตรา 472 หากทรัพย์สินที่ส่งมอบมีความชำรุดบกพร่อง กฎหมายกำหนดให้ผู้ขายต้องรับผิด แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องรับผิดอย่างไร จึงต้องพิจารณาจากกฎหมายลักษณะหนี้ กล่าวคือหน้าที่ของผู้ขายที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินเป็นการชำระหนี้ตามสัญญา เมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ชำรุดบกพร่องถือได้ว่าเป็นการไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นผู้ซื้อย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายได้ตามมาตรา 215 ซึ่งตามปกติคือค่าเสื่อมประโยชน์ของทรัพย์ที่ซื้อขาย อนึ่ง หากทรัพย์สินที่ชำรุดบกพร่องก่อให้เกิดความเสียหายอย่างอื่นตามมา เช่น ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินอื่นของผู้ซื้อ ผู้ขายจะต้องรับผิดในความเสียหายที่ตามมาหรือไม่ เรื่องนี้มีความเห็นของนักกฎหมายแบ่งออกเป็น 2 แนว ฝ่ายหนึ่งอธิบายไม่ต้องรับผิดเพราะตามมาตรา 472 มุ่งคุ้มครองเฉพาะความเสียหายในทรัพย์สินที่ชำรุดบกพร่อง แต่นักกฎหมายอีกฝ่ายหนึ่งอธิบายว่าเมื่อเกิดความเสียหายจากการทำสัญญาแล้ว ผู้ขายต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น อันเป็นการเยียวยาผู้ซื้อตามหลักการเรียกค่าสินไหมทดแทน ปัญหาประการต่อมาคือ ผู้ขายจะมีขอบเขตในความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายดังกล่าวเพียงใด และท้ายที่สุดยังศึกษาคำว่าความเสียหายต่อเนื่อง (Consequential Damages) ที่มีนักกฎหมายบางท่านอธิบายว่าเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินอื่นที่เกิดขึ้นตามมาจากความชำรุดบกพร่องนั้นมีความหมายอย่างไร เพราะคำดังกล่าวไม่ปรากฏในกฎหมายไทยและไม่มีคำพิพากษาฎีการองรับ วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาที่มาของความเสียหายต่อเนื่องว่า คือความเสียหายใดและควรจะนำมาใช้ในกฎหมายของประเทศไทยหรือไม่ โดยจะวิเคราะห์หลักกฎหมายไทยเปรียบเทียบกับหลักกฎหมายของประเทศที่มีการกล่าวถึงความเสียหายทำนองนี้ไว้คือกฎหมายเยอรมันและอังกฤษประกอบกันเพื่อเสนอแนะแนวทางการใช้และตีความกฎหมายไทยในขอบเขตของความรับผิดที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาและเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อไป จากการศึกษาพบว่า ในประเทศเยอรมันก่อนมีการปฏิรูปกฎหมายปี ค.ศ.2002 นั้น หากเป็นกรณีที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินที่ชำรุดบกพร่องตามมาตรา 459, 462, 480I (BGB 1900) กฎหมายกำหนดจำกัดทางเยียวยาไว้ให้ผู้ซื้อมีสิทธิเพียง 2 ประการคือ สิทธิเลิกสัญญาหรือลดราคาลงตามส่วน แต่ไม่มีบทกฎหมายกำหนดรับรองให้เรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อเนื่องได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ขายรับรองคุณภาพหรือปกปิดโดยฉ้อฉลถึงความชำรุดบกพร่อง ผู้ซื้อย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ได้ตามมาตรา 460, 463, 480II (BGB 1900) อย่างไรก็ตาม หากมีความเสียหายต่อเนื่องเกิดขึ้นจากความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งขายแล้ว ศาลเยอรมันได้วินิจฉัยว่า การเยียวยาตามมาตรา 462 (BGB 1900) นั้น แม้มีขึ้นเพื่อทดแทนความเสียหายโดยตรงคือความชำรุดบกพร่องในตัวทรัพย์ ก็มิได้มุ่งตัดความเสียหายโดยอ้อมที่เกิดขึ้นตามมา อันเป็นผลจากพฤติการณ์ที่ผู้ขายต้องรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นความรับผิดเพื่อการไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ (Positive Breach of Contract) ส่วนในประเทศอังกฤษมีคำพิพากษาอธิบายถึงความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งต่อมาเรียกว่าความเสียหายต่อเนื่องว่าเป็นความเสียหายที่เกิดตามมาจากการไม่ชำระหนี้ โดยลูกหนี้จะต้องรับผิดต่อเมื่อลูกหนี้ได้คาดเห็นถึงความเสียหายดังกล่าว ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายไทยแล้วจะเห็นได้ว่า ความรับผิดในความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินที่ขายนั้นเป็นเรื่องไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ ผู้ซื้อย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายได้ตามมาตรา 215 และความเสียหายตามมาตรา 222 วรรคสองคือ ความเสียหายในพฤติการณ์พิเศษย่อมมีความหมายครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยผู้ขายจะต้องรับผิดเฉพาะที่คาดเห็นหรือควรคาดเห็นพฤติการณ์ได้ และย่อมหมายรวมถึงความเสียหายต่อเนื่องที่เกิดขึ้นนั่นเอง ผู้เขียนมีข้อเสนอ ดังนี้ 1. สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดจากความชำรุดบกพร่องย่อมรวมถึงความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินอื่นของผู้ซื้อ ในฐานะเป็นความเสียหายอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ซื้อมีสิทธิเรียกได้ตามสัญญา 2. ความรับผิดในความเสียหายของผู้ขายที่ไกลที่สุดก็คือ ความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษที่ผู้ขายคาดเห็นและต้องเป็นความเสียหายที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง 3. กฎหมายไทยมีมาตรา 222 ซึ่งได้กำหนดถึงขอบเขตความรับผิดของผู้ขายไว้มีลักษณะทั่วไปและครอบคลุมถึงความเสียหายต่อเนื่องที่กล่าวถึงไว้ในกฎหมายต่างประเทศ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ในกฎหมายไทย
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
©copyrights มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์