การนำนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดไปปฏิบัติ
Policy implementation of Mae Sot Special Economic Zone
Abstract:
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลลัพธ์และสภาพปัญหาการนำนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดไปปฏิบัติ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการนำนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดไปปฏิบัติ และ 3) เสนอแนะการปรับปรุงการนำนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดไปปฏิบัติ โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธีระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากกลุ่มที่ 1 ภาคประชาชน กลุ่มที่ 2 ภาครัฐ และกลุ่มที่ 3 ภาคเอกชน กลุ่มละ 15 คน รวมทั้งสิ้น 45 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาโดยการตีความ ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณ ดำเนินการโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน โดยเลือกจากผู้บริหารภาครัฐ นักวิชาการ นักธุรกิจและผู้นำชุมชน ในเขตอำเภอแม่สอด อำเภอพบพระ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ และเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าแบบลิเคอร์ท 5 ระดับ ที่ค่าความเชื่อมั่น 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลลัพธ์การนำนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดไปปฏิบัติ โดยการเตรียมความพร้อมและศึกษาความเป็นไปได้ระหว่าง พ.ศ. 2556-2558 และดำเนินการจัดตั้งจริงใน พ.ศ. 2558 พบว่า โดยรวมมีการปฏิบัติในระดับปานกลาง ( = 3.40, S.D. = 0.71) และเมื่อพิจารณารายด้าน เรียงจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความเหมาะสมของที่ตั้ง มีการปฏิบัติในระดับมาก ( = 3.61, S.D. = 0.78) ด้านกลไกการบริหารงานของภาครัฐ มีการปฏิบัติในระดับมาก ( = 3.46, S.D. = 0.74) ด้านระบบเทคโนโลยีและการสื่อสาร มีการปฏิบัติในระดับมาก ( = 3.44, S.D. = 0.78) ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มีการปฏิบัติในระดับมาก ( = 3.42, S.D. = 0.78) ด้านประชาสัมพันธ์ มีการปฏิบัติในระดับปานกลาง ( = 3.32, S.D. = 0.94) และด้านการมีส่วนร่วมภาคประชาชน มีการปฏิบัติในระดับปานกลาง ( = 3.18, S.D. = 0.92) ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้พบเพิ่มเติมว่า การนำนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดไปปฏิบัติ ส่งผลให้มีการขยายตัวของการค้าการลงทุนทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2557 มีมูลค่าการค้าด่านศุลกากรชายแดน 63,847 ล้านบาท เพิ่มเป็น 84,976 ล้านบาท ในปี 2559 และมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยภาครัฐ 16,000 ล้านบาท โดยภาคเอกชน 12,200 ล้านบาท ตลอดจนเป็นประตูสู่อันดามันตามเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก มีการจัดตั้งนครแม่สอดเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (คนพ.) ดำเนินการอำนวยความสะดวกในสิทธิประโยชน์แบบจูงใจ และระดับพื้นที่ได้จัดตั้งสำนักงานเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก โดยจัดให้มีด่านข้ามแดนถาวร ส่วนสภาพปัญหาประกอบด้วย (1) ด้านการเมืองภายในประเทศของไทยและเมียนมา ไทยขาดความมั่นคงทางการเมืองและความต่อเนื่องของรัฐบาล ส่วนเมียนมาประสบปัญหาชนกลุ่มน้อยก่อกบฏ (2) ด้านแรงงาน พบปัญหาขาดแคลนแรงงานมีฝีมือและปัญหาการค้ามนุษย์ รวมถึงมีผลกระทบทางสังคมเนื่องจากค่าครองชีพและราคาที่ดินเพิ่มขึ้น และ (3) ด้านสิทธิชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด รวมถึงการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมมีน้อย 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการนำนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดไปปฏิบัติ พบว่า ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ (1) ปัจจัยการบริหารการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (β = 0.705) ประกอบด้วย 5 ตัวแปร ได้แก่ ภาวะผู้นำที่เหมาะสม ความพร้อมในการบริหาร กฎระเบียบในการบริหาร ความรู้ความเข้าใจในการบริหาร และศักยภาพในการบริหาร (2) ปัจจัยการพัฒนาการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (β = 0.231) ประกอบด้วย 5 ตัวแปร ได้แก่ การค้า การลงทุน การตลาด การจ้างงาน และการสร้างความเชื่อมั่น และ (3) ปัจจัยนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (β = 0.193) ประกอบด้วย 4 ตัวแปร ได้แก่ ความชัดเจนของวัตถุประสงค์ ความเหมาะสม การสนับสนุน และสิทธิพิเศษ ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยนี้ สามารถอธิบายความผันแปรของการนำนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดไปปฏิบัติได้ร้อยละ 78.30 (R2 = 0.783) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และจากการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า มีปัจจัยเพิ่มเติม 2 ปัจจัยคือ ปัจจัยมาตรการจูงใจ ประกอบด้วย สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและสิทธิพิเศษด้านค่าธรรมเนียม ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต และปัจจัยมาตรการอำนวยความสะดวก ประกอบด้วย ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ และการลดขั้นตอนและระยะเวลาในการจดทะเบียนหรือขออนุญาตต่าง ๆ 3) ข้อเสนอการปรับปรุงการนำนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดไปปฏิบัติ ประกอบด้วย: 3.1) ระดับนโยบาย ดังนี้ (1) รัฐบาลควรสนับสนุนการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ทั้งผลดี ผลเสีย ผลกระทบทางบวก ทางลบ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน (2) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเร่งด่วน โดยบูรณาการทั้งถนน ศูนย์กระจายสินค้า สนามบิน และ (3) ปฏิรูปกฎหมายให้มีความชัดเจนและบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดสิทธิชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ และน้ำ 3.2) ระดับบริหาร ดังนี้ (1) กำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ฝ่ายบริหารของเขตเศรษฐกิจพิเศษให้ชัดเจน (2) ประชาสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในรูปหุ้นส่วนของภาคประชาชน และ (3) เร่งพัฒนากำลังคนและแรงงาน ให้มีทักษะความรู้และสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและรองรับการเปิดเสรีของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และ 3.3) ระดับวิชาการ ได้แก่ (1) ภาครัฐควรมีการศึกษาผลกระทบระยะยาวในการนำนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษไปปฏิบัติ (2) ภาครัฐควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องการค้า การลงทุน การส่งออก-นำเข้า รายได้ของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภายในประเทศ และ (3) ภาครัฐควรมีการศึกษาปัญหาแรงงานต่างชาติที่มีผลกระทบต่อการนำนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษไปปฏิบัติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
Role:
ประธานที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์.
CallNumber:
วพ 382.4 บ684ก 2561
©copyrights มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ