ประสิทธิภาพของวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบจำกัดและวิธีถดถอยโลจิสติกในการตรวจสอบการทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบเอกรูป
The Efficiency Of Restricted Factor Analysis And Logistic Regression Methods In Detecting Uniform Differential Item Functioning
Abstract:
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอำนาจการตรวจสอบ (power of the test) และอัตราความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 (Type I error rate) ในการตรวจสอบการทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบเอกรูประหว่างวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบจำกัด (restricted factor analysis: RFA) กับวิธีถดถอยโลจิสติก(logistic regression :LR) โดยศึกษาจากข้อมูลที่จำลองขึ้นด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS for window โดยการทำซ้ำ 10 ครั้ง ในแต่ละสถานการณ์ เงื่อนไขที่ศึกษา ได้แก่ 1) ขนาดตัวอย่าง 3 ขนาด คือ ตัวอย่างขนาดเล็ก(n= 200 ) ตัวอย่างขนาดกลาง (n=600) และตัวอย่างขนาดใหญ่ (n=1,000) โดยแต่ละขนาดแบ่งออกเป็นกลุ่มอ้างอิงและกลุ่มเปรียบเทียบในอัตราส่วนที่ต่างกัน 4 ระดับ คือ 1:1, 0.9:1, 0.75:1, 0.5:1 2) ค่าความยากของข้อสอบ 2 ระดับ คือ ข้อสอบที่มีค่าความยากสูง และปานกลาง 3) ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ 2 ระดับ คือข้อสอบที่มีค่าอำนาจจำแนกสูง และปานกลาง และ 4) ขนาดของข้อสอบที่ทำหน้าที่ต่างกัน 2 ขนาดคือ ข้อสอบที่ทำหน้าที่ต่างกันมากและต่างกันน้อย รวมเงื่อนไขที่ศึกษาทั้งหมด 48 เงื่อนไข โดยศึกษาที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.10, 0.05 และ 0.01 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1.โดยภาพรวมวิธี RFA มีอำนาจการตรวจสอบสูงกว่า วิธี LR ที่ทุกขนาดตัวอย่างและทุกอัตราส่วนของกลุ่มอ้างอิงและกลุ่มเปรียบเทียบ เมื่อข้อสอบมีค่าความยากอยู่ในระดับปานกลาง
ค่าอำนาจจำแนกสูง
2. วิธี LR และ RFA สามารถควบคุมค่าความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ได้ดีที่ตัวอย่างขนาดเล็ก (n=200) เมื่อข้อสอบมีค่าความยากอยู่ในระดับปานกลาง ค่าอำนาจจำแนกสูง
3. วิธี RFA มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบการทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบดีกว่าวิธี LR ในตัวอย่างขนาดเล็ก (n=200) เมื่อแบบสอบที่มีความยากปานกลาง ค่าอำนาจจำแนกสูง ทุกขนาดการทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบ และทุกอัตราส่วนของกลุ่มอ้างอิงและกลุ่มเปรียบเทียบ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
Role:
ประธานกรรมการควบคุม
©copyrights มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี