Abstract:
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของลูกจ้างกลุ่มการพยาบาล และ
เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะหลักของลูกจ้างกลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน ขนาด 30 เตียง โซน 2 จังหวัด
อุบลราชธานี ประชากรในการศึกษาครั้งนี้คือ ลูกจ้างกลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง โซน 2
จังหวัดอุบลราชธานี จํานวนทั้งสิ้น 135 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาโดยใช้สถิติความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบระดับ
สมรรถนะหลักโดยใช้สถิติทดสอบที และสถิติทดสอบเอฟ เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05
แล้วทําการทดสอบรายคู่โดยใช้วิธีตรวจสอบโดยวิธี LSD
ผลการวิจัยพบว่า
สมรรถนะในการปฏิบัติงาน พบว่าค่าเฉลี่ยสมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของตนเองของกลุ่ม
ตัวอย่างมากที่สุดคือ ด้านการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม ( = 4.17) รองลงมาคือด้านการ
ทํางานเป็นทีม ( = 4.16) โดยพบว่าระดับการปฏิบัติด้านสมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของตนเอง โดยภาพรวม
อยู่ในระดับมากทุกด้าน จากการเปรียบเทียบสมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานในด้านต่างๆ จําแนกตามลักษณะเพศ
พบว่าค่าเฉลี่ยสมรรถนะของเพศหญิงมากกว่าเพศชายในทุกด้าน แต่พบว่ามีเพียงด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์เท่านั้น
พบว่าเพศหญิง มีค่าเฉลี่ยสมรรถนะมากกว่าเพศชายอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (0.035) และจากการเปรียบเทียบ
สมรรถนะในการปฏิบัติงานโดยภาพรวม จําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่าระดับการศึกษา (p-value = 0.001)
ตําแหน่งงาน (บทบาทหน้าที่) (p-value =0.001) และรายได้ต่อเดือน (p-value =0.006) ที่แตกต่างกันเป็นปัจจัย
ที่ส่งผลให้สมรรถนะหลักในการปฏิบัติงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยพบว่ากลุ่มที่มีระดับการศึกษา
ปริญญาตรี มีสมรรถนะหลักโดยภาพรวมมากกว่า กลุ่มที่มีระดับการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อย่างมี
นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มที่มีตําแหน่ง (บทบาทหน้าที่) เป็นนักวิชาการ มีสมรรถนะหลักโดยภาพรวม
มากกว่า กลุ่มที่มีตําแหน่ง (บทบาทหน้าที่) เป็นผู้ช่วยเหลือคนไข้ พนักงานบริการทั่วไป และพยาบาลวิชาชีพอย่าง
มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และกลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 15,000 บาท มีสมรรถนะหลักด้านการทํางาน
เป็นทีมมากกว่า กลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 15,001 บาทขึ้นไปอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนปัจจัย
ด้านประสบการณ์ทํางาน (ระยะเวลา) ที่แตกต่างกันเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้สมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน
อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิต
The research aimed to study and compare the main competence in the performance
of the nursing employees of the community hospital with a thirty bed capacity in zone 2 of Ubon
Ratchathani. Population in the study was 135 nursing employees of the community hospital. The
research instrument was a questionnaire. Statistics used were frequency, percentage, mean and
standard deviation, t-test and F-test. Paired items were tested by LSD.
The research findings were as follows:
The mean of a main competence in performance was maximum in righteousness
and morals ( = 4.17), followed by a team work ( = 4.16). As classified by sex, it was found that
the mean of the females main competence was higher than that of the males. Achievement
orientation of the females was different from that of the males with a statistical significance. As
classified by personal factors, it was found that different educational levels, positions, and monthly
incomes resulted in different main competence with a statistical significance. The subjects who were
university degree holders had higher competence than those who held a high school certificate
with a statistical significance of 0.05. A group concerned with academic areas had higher overall
competence than a group assisting patients, staff in general service, and professional nurses at a
statistical significance of 0.05. Those earning less than 15,000 baht a month were a better team
work than those earning 15,001 upwards at a statistical significance of 0.05. Experiences did not
have an effect upon the performance of employees.