การใช้เปลือกลำไยหมักร่วมกับหญ้ากินนีเป็นแหล่งอาหารหยาบเลี้ยงโคนม
Abstract:
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพ คุณค่าทางอาหาร การย่อยได้ของโภชนะ และการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตในกระเพาะรูเมน เมื่อใช้เปลือกลําไยหมัก ร่วมกับหญ้ากินนี้เป็นแหล่งอาหารหยาบ แบ่งออกเป็น 2 การทดลอง คือการทดลองที่ 1 ศึกษาลักษณะทางกายภาพ คุณค่าทางอาหาร และการสลายตัวของ โภชนะโดยใช้ชุดกระเพาะหมักเทียม in vitro true digestibility (ANKOM Daisy ) วางแผนการ ทดลองแบบ 4x2 Factorial in CRD ประกอบด้วย 2 ปัจจัย ปัจจัยที่ 1 คือ ระดับของเปลือกลําไย (100, 80, 60 และ 40 9%) และปัจจัยที่ 2 คือ การเสริมและไม่เสริมกากน้ําตาล (20% โดยน้ําหนัก) ผล การทดลองพบว่า พืชหมักทุกกลุ่มมีคุณค่าทางอาหารเพียงพอสําหรับใช้เป็นอาหารโคได้ โดยการ เพิ่มระดับหญ้ากินนีในพืชหมัก มีผลให้เปอร์เซ็นต์วัตถุแห้ง (DM) ลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05) แต่ค่าเฉลี่ยเยื่อใยรวม (CF) เยื่อใยผนังเซลล์ (NDF) และ ลิกโนเซลลูโลส (ADF) มีค่า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05) ค่าเฉลี่ยโปรตีน (CP) ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) และกลุ่มที่มีเปลือกลําไยและหญ้ากินนีหมัก (40:50) เสริมกากน้ําตาล 29% มีคุณค่าทางอาหารและ การสลายตัวของโภชนะสูงที่สุดการทดลองที่ 2 ศึกษาการย่อยได้ของโภชนะในสัตว์ทดลอง และการเปลี่ยนแปลง ของผลผลิตที่เกิดขึ้นในกระเพาะรูเมนของโคนมที่ได้รับพืชหมักจากเปลือกลําไยร่วมกับหญ้ากินนี วางแผนการทดลองแบบ 3 x 3 ลาตินสแควส์ (3 x 3 Latin Squares Design) ใช้โคนมลูกผสม (พื้นเมือง โฮลสไตน์ฟรีเชียน) เพศผู้ตอน อายุ 4-5 ปี น้ําหนัก 400-30 กิโลกรัม ที่ผ่าตัดใส่ท่อเก็บ ตัวอย่างอาหารที่กระเพาะรูเมน จํานวน 3 ตัว กลุ่มทดลองมี 3 กลุ่ม ตามกลุ่มอาหารหยาบ ได้แก่ 1) หญ้ากินนีหมัก (กลุ่มควบคุม, G), 2) หญ้ากินนีหมัก 50% และเปลือกลําไยหมักร่วมกับหญ้ากินนี (40,60) เสริมกากน้ําตาล 50% (GIGL) และ 3) เปลือกลําไยหมักร่วมกับหญ้ากินนี (40:50) เสริม กากน้ําตาล (GL) ผลการทดลองพบว่า ค่าการย่อยได้ของวัตถุแห้ง โปรตีน และเยื่อใยผนังเซลล์ โดยวิธีใช้สารบ่งชี้ ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) แต่ค่าการย่อยได้ของเยื่อใยลิกโนเซลลูโลส ของกลุ่ม G มีค่าสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05)การศึกษาโดยวิธีใช้ถุงไนล่อน พบว่า การเพิ่มระดับของเปลือกลําไยในพืชหมัก มี ผลให้ค่าการสลายตัวของวัตถุแห้ง ในชั่วโมงที่ 8, 12, 72 และ 96 ลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05) นอกจากนี้พบว่า ศักยภาพในการย่อยได้ของวัตถุแห้ง (P) และประสิทธิภาพการย่อยสลาย ของวัตถุแห้ง ที่อัตรา 0.05 ส่วนต่อชั่วโมง (ED,05) ของกลุ่ม G มีค่าสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติ (P<0.05) โดยผลจะลดลงตามสัดส่วนของเปลือกลําไยที่เพิ่มขึ้นด้านการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตที่เกิดขึ้นในกระเพาะรูเมน พบว่า กลุ่มทดลองมี ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในของเหลวจากกระเพาะรูเมนไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) ใน ชั่วโมงที่ 6 กลุ่ม G มีค่าเฉลี่ยปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจนในกระเพาะรูเมนและปริมาณกรดไขมัน ระเหยง่ายรวมสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05) โดยปริมาณกรดไขมันระเหยง่าย รวม จะลดลงตามสัดส่วนของเปลือกลําไยที่เพิ่มขึ้น
มหาวิทยาลัยแม่โจ้. สำนักหอสมุด
Role:
ประธานกรรมการที่ปรึกษา
Role:
ประธานอาจารย์ประจำหลักสูตร
CallNumber:
Th 636.214 ป146ก
©copyrights มหาวิทยาลัยแม่โจ้