การพัฒนาแก้วระบบออกซีฟลูออไรด์ที่เติมไอออนของ Eu3+, Dy3+ เเละ Sm3+ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเปล่งเเสงของแก้วในช่วงตามองเห็นสำหรับประยุกต์ใช้เป็นตัวเปล่งเเสงของแข็ง
Abstract:
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือ การพัฒนาแก้วระบบออกไซด์ (Gd2O3-CaO-P2O5) และออกซีฟลูออไรด์ (Gd2O3-CaF2-P2O5) ที่เติมไอออนของธาตุยูโรเปียม ดิสโพรเซียมและซาแมเรียม ซึ่งถูกเตรียมด้วยวิธีการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นทาการวิเคราะห์สมบัติทางด้านแสงและการเปล่งแสง พบว่าการเปล่งแสงของยูโรเปียมปรากฏที่ความยาวคลื่น 579 นาโนเมตร (5D0→7F0), 590 นาโนเมตร (5D0→7F1), 612 นาโนเมตร (5D0→7F2), 652 นาโนเมตร (5D0→7F3) และ 699 นาโนเมตร (5D0→7F4) ตามลาดับ ด้วยการกระตุ้นที่ความยาวคลื่น 394 นาโนเมตร โดยพีคที่ความยาวคลื่น 612 นาโนเมตร เป็นพีคที่มีความเข้มแสงสูงสุด ส่งผลให้แก้วเปล่งแสงสีแดง สาหรับไอออนของธาตุดิสโพรเซียมที่ถูกเติมลงในแก้วมีพีคเกิดขึ้นที่ความยาวคลื่น 483 นาโนเมตร (4F9/2→6H15/2), 573 นาโนเมตร (4F9/2→6H13/2), 662 นาโนเมตร (4F9/2→6H11/2) และ 752 นาโนเมตร (4F9/2→6H9/2) ตามลาดับ ภายใต้การกระตุ้นที่ความยาวคลื่น 349 นาโนเมตร โดยพีคที่ความยาวคลื่น 573 นาโนเมตร เป็นพีคที่มีความเข้มแสงสูงสุดและทาให้แก้วเปล่งแสงสีส้ม ไอออนของธาตุซาแมเรียมที่เติมลงในแก้วส่งผลให้เกิดการเปล่งแสงที่ความยาวคลื่น 561, 598, 644 และ 705 นาโนเมตร ตามลาดับ ภายใต้การกระตุ้นที่ความยาวคลื่น 401 นาโนเมตร ซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนระดับชั้นพลังงานของ 4G5/2→6H5/2, 6H7/2, 6H9/2 และ 6H11/2 โดยพีคที่ความยาวคลื่น 598 นาโมเมตร เป็นพีคที่มีความเข้มแสงสูงสุด ส่งผลให้แก้วเกิดการเปล่งแสงสีส้ม เมื่อเปรียบเทียบความเข้มแสงของแก้วระบบออกไซด์และออกซีฟลูออไรด์ พบว่าแก้วระบบออกซีฟลูออไรด์มีความเข้มแสงสูงกว่าเนื่องจากฟลูออไรด์ไอออนช่วยลดค่าพลังงานโฟนอนและค่าการสูญเสียของการไม่แผ่รังสีลง
สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
BibliograpyCitation :
สมิต อินทร์ศิริพงษ์. (2559). การพัฒนาแก้วระบบออกซีฟลูออไรด์ที่เติมไอออนของ Eu3+, Dy3+ เเละ Sm3+ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเปล่งเเสงของแก้วในช่วงตามองเห็นสำหรับประยุกต์ใช้เป็นตัวเปล่งเเสงของแข็ง. ราชบุรี : มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง.
CallNumber:
Res 666.1 ส312ก
©copyrights มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง