การวิเคราะห์ความอยู่รอด : การศึกษาการออกกลางคันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลาย โรงเรียนไทรโยคมณีกาญจน์วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8
SURVIVAL ANALYSIS : THE STUDY OF DROPPING OUT OF HIGH SCHOOL SAI YOK MANEEKAN WITTAYA SCHOOL UNDER THE SECONDARY EDUCATION SERVICE AREA OFFICE 8
Abstract:
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการประยุกต์ใช้การวิเคราะห์การอยู่รอดในการศึกษาการออกกลางคันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนไทรโยคมณีกาญจน์วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความน่าจะเป็นของความอยู่รอด และอัตราเสี่ยงของการออกกลางคัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนไทรโยคมณีกาญจน์วิทยา และเพื่อหาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราเสี่ยงการออกกลางคันของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนไทรโยคมณีกาญจน์วิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนที่เข้าเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 ม.6) โรงเรียนไทรโยคมณีกาญจน์วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 จำนวนสามรุ่นที่เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2550, 2551 และ 2552 จำนวน 257 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบบันทึกข้อมูลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อบันทึกข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง(structured interviews)สำหรับสัมภาษณ์นักเรียนที่ออกกลางคันระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4ม.6)โรงเรียนไทรโยคมณีกาญจน์วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์แบบตารางชีพ (Life Table) เพื่อศึกษาผลการวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของความอยู่รอดและอัตราเสี่ยงของการออกกลางคัน โดยการวิเคราะห์แบบ Kaplan-Meierการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราเสี่ยงการออกกลางคันของนักเรียน โดยใช้การวิเคราะห์ Cox Model
ผลการวิจัยพบว่า
1. ปี พ.ศ. 2550-2551 นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ปี พ.ศ.2552 นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเพศชายสถานศึกษาเดิมมีจำนวนนักเรียนจบจากสถานศึกษาเดิมแบบมัธยมปกติ มากกว่าแบบมัธยมขยายโอกาสเกรดเฉลี่ยสะสมที่จบชั้นม.3 นักเรียนส่วนใหญ่ได้เกรดเฉลี่ย 2.01-2.50 สภาพเศรษฐกิจครอบครัวมีฐานะทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ อาชีพของผู้ปกครอง ส่วนใหญ่ผู้ปกครองจะมีอาชีพรับจ้างทั่วไป สถานภาพของผู้ปกครอง สถานภาพของผู้ปกครองนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ด้วยกัน
2. การวิเคราะห์ฟังก์ชันการอยู่รอดแบบตารางชีพ (Life Table)ปี 2550 พบว่า ช่วงเวลาที่ 21เป็นช่วงเวลาที่มีอัตราความเสี่ยงสูงสุด โดยมีอัตราความเสี่ยงเท่ากับ .042 และนักเรียนอยู่รอดได้นานกว่าช่วงเวลาที่ 21 เท่ากับ 95.00%ปี 2551 พบว่า ช่วงเวลาที่ 10, 16, และ 22 เป็นช่วงเวลาที่มีอัตราความเสี่ยงสูงสุด โดยมีอัตราความเสี่ยงเท่ากับ .032 และนักเรียนอยู่รอดได้นานกว่าช่วงเวลาที่ 10, 16,และ 22 เท่ากับ 97.00%ปี 2552 พบว่า ช่วงเวลาที่ 22 เป็นช่วงเวลาที่มีอัตราความเสี่ยงสูงสุด โดยมีอัตราความเสี่ยงเท่ากับ .030 และนักเรียนอยู่รอดได้นานกว่าช่วงเวลาที่ 22 เท่ากับ 97.00%
3. การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราเสี่ยงการออกกลางคันของนักเรียน พบว่าปัจจัยตัวแปรเพศ หรือเพศชาย มีอิทธิพลต่ออัตราเสี่ยงในการออกกลางคันของนักเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และตัวแปรเกรดเฉลี่ยสะสมมัธยมศึกษาตอนต้น (GPAX) มีอิทธิพลต่ออัตราเสี่ยงในการออกกลางคันของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 นอกนั้นตัวแปรสถานศึกษาเดิม ตัวแปรฐานะทางเศรษฐกิจ ตัวแปรอาชีพของผู้ปกครอง และตัวแปรสภาพของครอบครัว ไม่มีอิทธิพลต่ออัตราเสี่ยงในการออกกลางคันของนักเรียน
4. ผลการวิเคราะห์แบบสัมภาษณ์พบว่า ปัจจัยการจบสถานศึกษาเดิม ปัจจัยในเรื่องของเศรษฐกิจของครอบครัว ปัจจัยในเรื่องของอาชีพผู้ปกครอง และปัจจัยสถานภาพของผู้ปกครอง ไม่มีผลต่อการตัดสินใจออกกลางคันของนักเรียน ส่วนปัจจัยที่พบว่าส่งผลต่อนักเรียนตัดสินใจออกกลางคันคือ ปัจจัยในเรื่องของเกรดเฉลี่ย และนักเรียนต้องการเปลี่ยนการเรียนจากสายมัธยมศึกษา เป็นการเรียนในระดับประกาศนียบัตร และการย้ายตามผู้ปกครองซึ่งย้ายสถานที่ทำงาน
Kanchanaburi Rajabhat University.
Role:
ประธานกรรมการควบคุม
©copyrights มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี