Title
ปัจจัยนวัตกรรมองค์กร และความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์กร: การศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ในประเทศไทย
Title Alternative
Effect of factors of organization innovation and organizational strategic flexibility on firm performance: An empirical study of Thai electronics spare part manufacturing
Description
Abstract:
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานขององค์กร สำหรับธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ในประเทศไทย ซึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญประกอบด้วยนวัตกรรมขององค์กร และความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ และเพื่อศึกษากลยุทธ์ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานขององค์กร สำหรับธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ในประเทศไทย ซึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญประกอบด้วยนวัตกรรมขององค์กร และความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ โดยมีขนาดขององค์กรและประสบการณ์ในการดำเนินงานเป็นตัวแปรควบคุม ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการพัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยศึกษา ประกอบด้วยกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ในประเทศไทย จำนวน 103 กิจการ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.911 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน วิเคราะห์อิทธิพลและตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจำลองที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ในประเทศไทย ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการประมวลผลทางสถิติสำหรับงานวิจัยทางสังคมศาสตร์
ด้วยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง และการศึกษาข้อมูลเชิงประจักษ์จากการศึกษาในครั้งนี้พบว่าระดับความคิดเป็นของปัจจัยนวัตกรรมองค์กร และความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ขององค์กรทั้งหมดอยู่ในระดับมาก ส่วนผลการดำเนินงานขององค์กรอยู่ในระดับปานกลาง ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปร พบว่า ตัวแปรทั้งหมดมีค่าความสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.340 -0.617
แบบจำลองโครงสร้างของปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานขององค์กรตามวัตถุประสงค์ข้อแรกมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยค่าไค-สแควร์(χ2) มีค่าเท่ากับ 98.405 องศาอิสระ (df) มีค่าเท่ากับ 80, p-value มีค่าเท่ากับ 0.080, ดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) มีค่าเท่ากับ 0.895 และค่าดัชนีรากที่สองของค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสองของการประมาณค่า(RMSEA) มีค่าเท่ากับ 0.047
ผลการดำเนินงานขององค์กรได้รับอิทธิพลจากปัจจัยความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์มากที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ 0.407 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการปรับตัวในการทำงานได้ร้อยละ 11.60 ในขณะที่ปัจจัยนวัตกรรมขององค์กรสัมประสิทธิ์เท่ากับ 0.373 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการปรับตัวในการทำงานได้ร้อยละ 14.10
แบบจำลองโครงสร้างของปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานขององค์กรตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 มีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยค่าไค-สแควร์(χ2) มีค่าเท่ากับ 135.325 องศาอิสระ (df) มีค่าเท่ากับ 109, p-value มีค่าเท่ากับ 0.044, ดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) มีค่าเท่ากับ 0.877 และค่าดัชนีรากที่สองของค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสองของการประมาณค่า(RMSEA) มีค่าเท่ากับ 0.049
ผลการดำเนินงานขององค์กรได้รับอิทธิพลจากปัจจัยความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์มากที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ 0.22 อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ปัจจัยนวัตกรรมขององค์กรมีอิทธิพลในลำดับรองลงมา มีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ 0.21 อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ โดยตัวแปรควบคุมขนาดขององค์กร มีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ 0.22 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนประสบการณ์ในการดำเนินงานไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ -1.10 แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการปรับตัวในการทำงานได้ร้อยละ 22.10
การอภิปรายผลที่ได้จากการศึกษาคือการศึกษานี้ได้มีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมในทางทฤษฎีและการบริหารจัดการที่มีอย่างชัดเจนนอกจากนี้ยังมีการอภิปรายถึงข้อเสนอแนะและบทสรุปสำหรับทิศทางการวิจัยในอนาคต
Publisher
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา
Email:
jiraporn@rmuti.ac.th
Rights
©copyrights มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน