มาตรการทางกฎหมาย ในการส่งเสริมให้สตรีมีส่วนร่วมทางการเมือง
Legal measures to increase women's participation in politics
Abstract:
วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความเป็นมา แนวความคิด สภาพปัญหา และอุปสรรคของสตรีในการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง บทบาทของรัฐในการกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้สตรีมีส่วนร่วมทางการเมือง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ใช้วิธีการวิจัยเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ได้แก่ สนธิสัญญา,อนุสัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศ อาทิ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ,ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ,ปฏิญญาปักกิ่งและแผนปฏิบัติการเพื่อความก้าวหน้าของสตรี รวมทั้งข้อมูลจากตำรา งานวิจัย บทความ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในเชิงคุณภาพ โดยวิธีพรรณนาความ
ผลการศึกษา พบว่าปัญหาความไม่เสมอภาคระหว่างชายหญิงมีรากฐานมาจากโครงสร้างสังคมที่ไม่มีความเสมอภาคอย่างแท้จริง ส่งผลให้เกิดกฎหมายที่ไม่ส่งเสริมความเสมอภาค อีกทั้งสตรีไม่ได้มีโอกาสเข้าสู่อำนาจในการตัดสินใจ รวมถึงการเข้าจัดการบริหารทรัพยากรของรัฐ เนื่องจากสตรีไม่มีโอกาสเข้ามีบทบาททางการเมืองอย่างเต็มที่ โดยสตรีได้รับตำแหน่งทางการเมืองในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งเกิดจากแบบแผนการทำงานที่มีอยู่แต่ดั้งเดิมของพรรคการเมืองและเจตคติของผู้มีอำนาจทางการเมืองยังเป็นอุปสรรคขวางกั้นการมีส่วนร่วมของสตรีในการบริหารรัฐกิจ รวมถึงเจตคติและการกระทำที่เลือกปฏิบัติ ที่ผลักภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัวและการดูแลเด็กให้ตกอยู่กับสตรีฝ่ายเดียว เจตคติของสังคมที่มองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของสตรี และการใช้เงินจำนวนมากสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งและการดำรงอยู่ในตำแหน่ง อาจทำให้สตรีเกิดความท้อถอยที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งและเข้ามีบทบาททางการเมือง
เพื่อให้ปัญหาความเสมอภาคระหว่างชายหญิงได้รับการแก้ไขในระดับรากฐานของปัญหาและเพื่อให้สตรีได้มีโอกาสเข้าสู่อำนาจในการตัดสินใจ รวมถึงการเข้าจัดการบริหารทรัพยากรของรัฐ และเป็นการขจัดอุปสรรคดังกล่าว เพราะหากรอให้สังคมเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางสังคมวัฒนธรรม และเห็นความสำคัญที่ควรส่งเสริมให้สตรีมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น คงต้องใช้เวลายาวนานจนทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคในสังคมได้ทันท่วงที เนื่องจากปัจจุบัน ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ที่เกี่ยวข้องกับสตรีมีมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการพิเศษชั่วคราว ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการเชิงบวก (Positive Action) เพื่อช่วยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นคลี่คลายไปโดยเร็ว อันเป็นแนวความคิดที่ปรากฏในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบและการรับรองปฏิญญาปักกิ่งและแผนปฏิบัติการเพื่อความก้าวหน้าของสตรี และประเทศต่างๆ ได้นำมาปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้นเพื่อเป็นการเร่งให้สตรีไทยได้มีบทบาททางการเมืองมากขึ้น จึงมีข้อเสนอ ให้ออกเป็นมาตรการทางกฎหมาย (Positive Law) โดยเพิ่มเติมเนื้อหาในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยกำหนดให้พรรคการเมืองนำระบบโควตาไปใช้ด้วยการกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต้องมีสตรีอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 30 ในการเลือกตั้งระดับประเทศ และ และนำระบบโควตาใช้ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น และมีมาตรการเสริม ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านพัฒนาศักยภาพของสตรี หรือเพิ่มบทบาทหน้าที่ให้หน่วยงานเดิม ในการทำหน้าที่ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในสิทธิความเสมอภาคให้กับประชาชน พัฒนาศักยภาพของสตรี รวมถึงกระตุ้นให้สตรีเห็นความสำคัญในการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง สภาพัฒนาการเมือง และการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสตรี และกำหนดบทลงโทษผู้ที่ไม่ใช้ระบบโควตาสตรีในการเลือกตั้ง เป็นต้น
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. ศูนย์สนเทศและหอสมุด
Role:
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม
CallNumber:
วพ342.0878 อ664ม
©copyrights มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์