เหตุเพิ่มโทษสำหรับความผิดฐานฉ้อโกง : ศึกษากรณีการหลอกลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือการกระทำเป็นอาชีพ
Increasing fraud penalties for fraud : a case study of impersonating an officer or engaging in professional fraud
Abstract:
ปัญหาการฉ้อโกงในสังคมปัจจุบันของประเทศไทย มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฉ้อโกงโดยหลอกลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน หรือการฉ้อโกงโดยมีลักษณะเป็นอาชีพ ซึ่งการฉ้อโกงทั้งสองกรณีเป็นลักษณะและวิธีการที่อาชญากรมุ่งหมายเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจำนวนมาก อันเป็นการกระทำที่มีลักษณะเฉพาะและก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างหลายระดับ ทั้งต่อตัวผู้เสียหาย สังคม และยากต่อการป้องปรามอาชญากรรม ในขณะที่บทลงโทษของการฉ้อโกงทั่วไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มีอัตราโทษเพียงจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นอัตราโทษจำคุกระยะสั้นและเป็นอัตราโทษปรับที่ไม่สูงนัก ประกอบกับเหตุเพิ่มโทษสำหรับความผิดฐานฉ้อโกง ตามมาตรา 342 บัญญัติไว้เพียง 2 กรณี กล่าวคือ (1) แสดงตนเป็นคนอื่น และ (2) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้เขียนจึงเห็นว่าเหตุเพิ่มโทษที่บัญญัติไว้ยังไม่ครอบคลุมถึงลักษณะและวิธีการฉ้อโกง กรณีการหลอกลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน หรือการกระทำเป็นอาชีพ ตลอดจนข้อพิจารณาของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงเพื่อให้ได้รับโทษหนักขึ้นยังมีข้อจำกัดหลายประการ ทำให้ไม่อาจลงโทษผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงทั้งสองกรณีได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับระดับความร้ายแรงและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดดังกล่าว เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศที่มีการบัญญัติเหตุเพิ่มโทษสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงพบว่า ประเทศกัมพูชา บัญญัติให้การฉ้อโกงโดยแสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงาน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 5 ปี ส่วนประเทศเยอรมนี บัญญัติให้การฉ้อโกงกรณีกระทำการเป็นอาชีพ หรือเป็นสมาชิกของกลุ่มมิจฉาชีพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการฉ้อโกงอันเป็นการกระทำอย่างต่อเนื่อง หรือกรณีกระทำการฉ้อโกงอย่างต่อเนื่องโดยมีเจตนาให้บุคคลจำนวนมากเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี สำหรับประเทศลาว บัญญัติให้การฉ้อโกงทรัพย์สินของบุคคลซึ่งได้กระทำเป็นอาจิณ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 8 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000,000 กีบ ถึง 50,000,000 กีบ ส่วนการฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐหรือของสาธารณะซึ่งได้กระทำเป็นอาจิณจะมีโทษปรับเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามมูลค่าความเสียหายในแต่ละกรณี และกำหนดให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดอีกประการหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ประเทศเวียดนามได้บัญญัติให้การฉ้อโกง กรณีกระทำในลักษณะเป็นอาชีพ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 7 ปี จึงเห็นได้ว่าแม้บทลงโทษสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงอันมีเหตุเพิ่มโทษในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน แต่ก็ได้บัญญัติให้การฉ้อโกงทั้งสองกรณีดังกล่าวมีบทลงโทษเป็นการเฉพาะและมีอัตราโทษที่สูงกว่าการฉ้อโกงทั่วไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศ อีกทั้งยังมีการกำหนดขั้นต่ำของบทลงโทษจำคุกเอาไว้ด้วย ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นสมควรกำหนดให้การกระทำความผิดฐานฉ้อโกง กรณีการหลอกลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน หรือการกระทำเป็นอาชีพ เป็นเหตุเพิ่มโทษสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงในประมวลกฎหมายอาญาของไทยเพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษหนักขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโทษด้วยการจำคุกเพียงประการเดียวอาจไม่สามารถยังยั้งหรือป้องปรามอาชญากรรมการฉ้อโกงที่กระทำเป็นอาชีพได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสำหรับประเทศไทย เนื่องจากโทษจำคุกเป็นการลงโทษที่สร้างต้นทุนให้กับรัฐและไม่เกิดประโยชน์ในการจัดการกับอาชญากรที่ได้รับผลประโยชน์ในทางทรัพย์สินจำนวนมากได้ เพราะเมื่อผลประโยชน์ที่อาชญากรคาดหมายว่าจะได้รับจากการฉ้อโกงหลายกรรมถึงจุดคุ้มทุน (break-even point) กับบทลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นโทษจำคุกหรือโทษปรับก็ตาม อาชญากรย่อมสามารถยอมรับโทษดังกล่าวได้เพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่คุ้มค่า ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าจะกำหนดอัตราโทษจำคุกให้สูงขึ้นเพียงใด แต่ยังคงมีข้อจำกัดของบทลงโทษจำคุกด้วยเพดานโทษขั้นสูง ตามมาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ส่งผลให้ไม่มีการยับยั้งส่วนเพิ่มเช่นเดิม แต่จากการศึกษามาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศพบว่า ประเทศอังกฤษใช้มาตรการริบทรัพย์ทางอาญา (confiscation order) ตามกฎหมาย Proceeds of Crime Act 2002 (POCA 2002) มาเป็นกลไกในการป้องกันไม่ให้แสวงหาประโยชน์จากการกระทำความผิดอาญา ซึ่งมีระบบที่จำเลยถูกพิจารณาว่าเป็นผู้มีวิถีชีวิตของอาชญากร (criminal lifestyle) เพื่อจัดการกับอาชญากรที่หาเลี้ยงชีพด้วยการก่ออาชญากรรม โดยศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์จำเลยเป็นจำนวนเงินที่กำหนดจากการประเมินมูลค่าผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดได้รับเป็นสำคัญ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะได้มาด้วยวิธีการใดและจะครอบครองไว้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งทรัพย์สินที่ได้มาหรือขายไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง อันเป็นการขยายขอบเขตทรัพย์ที่สามารถริบได้ ซึ่งเป็นรูปแบบการริบทรัพย์ที่ยังไม่ปรากฏในระบบกฎหมายของประเทศไทย ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นสมควรนำมาตรการริบทรัพย์ทางอาญาดังกล่าวมาใช้ควบคู่เพื่อป้องปรามและตัดแรงจูงใจไม่ให้อาชญากรกระทำการฉ้อโกงในลักษณะเป็นอาชีพให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
©copyrights มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์