แจ้งเอกสารไม่ครบถ้วน, ไม่ตรงกับชื่อเรื่อง หรือมีข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเอกสาร ติดต่อที่นี่ ==>
หากไม่มีอีเมลผู้รับให้กรอก thailis-noc@uni.net.th ติดต่อเจ้าหน้าที่เจ้าของเอกสาร กรณีเอกสารไม่ครบหรือไม่ตรง

สถานภาพทางกฎหมายของวัดที่มิได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และสำนักสงฆ์

Organization : ผู้วิจัย
keyword: สถานภาพทางกฎหมายของวัด
; วัดที่มิได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
; สำนักสงฆ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทางนิติศาสตร์ ผสมผสานกับทางรัฐศาสตร์ในลักษณะการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิง ปริมาณ (Quantitative Research) จากการวิจัยภาคสนาม (Field Research) ด้วยการสัมภาษณ์ เจาะลึก (In-depth Interview) และการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) รวมทั้งการสัมมนาเชิง ปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็น จากประชากรกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพระภิกษุสงฆ์ และ กลุ่มฆราวาส โดยนำข้อมูลเหล่านั้นมาอธิบายและวิ่เคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสถานภาพทางกฎหมายของวัดที่มิได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและสำนัก สงฆ์ตลอดจนสภาพปัญหาอุปสรรค เพื่อเสนอแนะมาตรการที่เหมาะสมเกี่ยวกับสถานภาพทาง กฎหมายของวัดที่มิได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและสำนักสงฆ์ ผลของการวิจัยพบว่า สถานภาพความเป็นนิติบุคคลของวัดในพระพุทธศาสนา เกิดขึ้น และเป็นผลจากบทบัญญัติตามมาตรา 31แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ที่บัญญัติว่า วัดมีสองอย่าง ได้แก่ (1) วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (2) สำนักสงฆ์ และในวรรคสองบัญญัติให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยสถานภาพความเป็นนิติบุคคลของวัดในพระพุทธศาสนานั้น เป็นนิติบุคคลในทงกฎหมายมหาชน ซึ่งแตกต่างจากความเป็นนิติบุคคลของศาสนสถานในศาสนาอื่นซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคลเอกชน โดยมี ความแตกต่างทั้งในเรื่องของการจัดตั้งและการสิ้นสุดของนิติบุคคลซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย การ ใช้อำนาจมหาชนในการดำเนินงานของวัด ความสัมพันธ์กับนิติบุคคลอื่นในลักษณะที่ไม่เท่าเทียมกัน และวัตถุประสงค์ที่มุ่งต่อประโยชน์ของมหาชนหรือประโยชน์สาธารณะ ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสถานภาพความเป็นนิติบุคคลของวัดและสำนักสงฆ์เกิดขึ้นจาก การที่ส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรคณะสงฆ์ ต่างมีความเห็นร่วมกันว่า การที่ กฎหมายบัญญัติให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล ย่อมต้องหมายถึงวัดทั้งสองอย่างคือ วัดที่ได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมาและสำนักสงฆ์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งได้มี คำวินิจฉัยว่าวัดหรือสำนักสงฆ์ที่แม้จะมิได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา แต่เมื่อได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง ขึ้นตามกฎหมายแล้ว ก็มีสถานะเป็นนิติบุคคล อย่างไรก็ตามต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ได้มีคำพิพากษา ศาลฎีกาที่ 6065/2554 กลับแนวทางคำพิพากษาเดิมเสีย โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นความ เป็นนิติบุคคลของวัดว่า วัดที่จะมีฐานะเป็นนิติบุคคลได้ต้องได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วเท่านั้น ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวนี้มีผลทำให้วัดที่มิได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและสำนักสงฆ์ไม่มีสถานภาพเป็นนิติบุคคล เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อการดำเนินการ ทั้งในด้านสิทธิ หน้าที่ การทำ นิติกรรมสัญญา การฟ้องคดี การมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่าง ๆ ผลของการวิจัยพบว่าหลักกณฑ์ในการจัดตังวัดซึ่งเดิมทีเป็นไปตามพุทธบัญญัติและจารีต ประเพณีนั้น เมื่อกฎหมายเข้ามากำหนดสถานภาพทางกฎหมายให้กับวัด สิ่งที่ตามมาคือความไม่ สอดคล้องในบางประเด็นระหว่างแนวปฏิบัติเดิมกับสิ่งที่เป็นบทบัญญัติทางกฎหมาย การพระราชทาน วิสุงคามสีมาเป็นจารีตประเพณีที่องค์พระมหากษัตริย์จะพระราชทานเขตแดนให้แก่สงฆ์เพื่อใช้เป็น ที่สังฆกรรม เป็นการแยกส่วนบ้านออกจากส่วนวัด อันเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างฝ่าย อาณาจักรกับฝ่ายสงฆ์ในลักษณะส่งเสริมหรือเกื้อกูลพระพุทธศาสนา การนำเงื่อนไขการต้องได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมามาผูกเป็นเงื่อนไขความเป็นนิติบุคคลของวัดและสำนักสงฆ์ เป็นการผลัก ภาระการบริหารหรือการใช้อำนาจฝ้ายปกครองให้กับองค์พระมหากษัตริย์ จึงเป็นหลักการที่ไม่ สอดคล้องกับหลักการบริหารราชการแผ่นดินและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ พบว่าปัญหา ดังกล่าวเกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นนิติบุคคลของวัดที่ไม่มีความชัดเจน ผู้วิจัย จึงมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายตามมาตรา 31แห่งพระราชบัญญัติคณะ สงฆ์ พ.ศ. 2505 ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยึดถือหลักการว่า สถานภาพความเป็นนิติบุคคลของวัด หรือสำนักสงฆ์เริ่มต้นเมื่อหน่วยงานของรัฐได้อนุญาตและรับรองการจัดตั้งว่าเป็นวัดหรือสำนักสงฆ์ที่ ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่นำเอาเงื่อนไขกรต้องได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา มาเป็นเกณฑ์การ พิจารณาความเป็นนิติบุคคลขององค์กร เพื่อให้ความเป็นนิติบุคคลของวัดและสำนักสงฆ์มีความ ชัดเจนและเป็นไปตามหลักความเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน."
Abstract: This research study comprises of combined legal qualitative research methodology with political science documentary research and a quantitative research that involve field research, in-depth interview and the use of questionnaires. It also consists of seminars to listen to the views of 2 sample groups; monks and laypersons. The collected information shall support the content analysis with the objective to examine the legal status of temples that have not been granted Visungamasima, and monasteries, as well as, identify the obstacles in order to propose appropriate measures related to the legal status of temples that have not been granted Visungamasima and the Residence of Monk. The research will elaborate on the status of a Buddhist temple as a juristic person as initiated and resulted from Section 31 of the Sangha Act of B.E. 2505 (1962), amended in B.E. 2535 (1992) which regulates that a (1) temple has to be granted Visungamasima, (2) Residence of Monk, and can become a juristic person according to paragraph 2. The status of a Buddhist temple is a juristic person according to public law which distinct with a juristic person under private law. The distinction is the set-up and termination of a juristic person according to the law. According to the public law, it refers to the administration of the temple, the unequal relationship between other juristic persons and the objective of the public or public benefits. The issues related to the status of juristic person of the temple and the Residence of Monk came from a common consensus among government entities, relevant agencies and the monasteries who were in the same view that the meaning that a temple with the juristic person status shall mean that the Temple has been granted Visungamasima and the Residence of Monk. This is in consistence with the judgment of the Supreme Court which had ruled that the Temple or the Residence of Monk, although not granted Visungamasima or monasteries but when granted permission it will become a juristic person. However, in B.E. 2554, Supreme Court judgment 6065/2554 returned its verdict on the status of the temple and decided that a temple can become a juristic person only if it has been granted Visungamasima. This has affected and caused damages to the rights, duties, juristic acts, litigation and ownership of various assets. The research also concluded that the criterion for building a temple is originally based on Buddhist principles and customary. Once the law determines the legal status of the temple, it can be expected that inconsistency of certain practices and legislation will occur. Granting Visungamasima is a customary act where His Majesty the King gives royal granting for certain land to be use for consortium; it detach part of the house from the temple which is a form of relation between the kingdom and the monasteries to support and promote Buddhist harmony. Setting-up the condition for a temple to become a juristic person only by obtaining royal Visungamasima pushes the administrative burden or the use of administrative authority to His Majesty the King. This would be inconsistence with the principles of the government administration and the provisions of the Constitution. It can be said the issue stems from the ambiguity of the constitutional provisions on the juristic person status of a temple. The researcher proposes for the amendment of Section 31 of the Buddhist Sangha Act B.E. 3505 to become more clear by basing the text on the principle that the juristic person status of The Temple or the Residence begins when government agencies permitted and endorsed the establishment of The Temple or The Residence of Monk legally without taking into consideration that the juristic person status of the temple must been granted Visungamasima. This shall also comply with the principles of the term juristic person according to the public law.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ส่วนหอสมุดกลาง
Address: พระนครศรีอยุธยา
Email: library@mcu.ac.th
Role: ผู้ให้ทุน
Created: 2557
Modified: 2566-05-06
Issued: 2566-05-05
งานวิจัย/Research report
application/pdf
tha
©copyrights มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
RightsAccess:
ลำดับที่.ชื่อแฟ้มข้อมูล ขนาดแฟ้มข้อมูลจำนวนเข้าถึง วัน-เวลาเข้าถึงล่าสุด
1 2557-117 พระสิทธินิติธาดา, ดร.pdf 3.16 MB
ใช้เวลา
0.028279 วินาที

พระสิทธินิติธาดา
Title Contributor Type
สถานภาพทางกฎหมายของวัดที่มิได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและสำนักสงฆ์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
พระสิทธินิติธาดา
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
บทความ/Article
สถานภาพทางกฎหมายของวัดที่มิได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และสำนักสงฆ์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พระสิทธินิติธาดา
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย MCU RS 610757117
งานวิจัย/Research report
สถานภาพทางกฎหมายของวัดที่มิได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และสำนักสงฆ์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พระสิทธินิติธาดา
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย MCU RS 610757117
งานวิจัย/Research report
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย MCU RS 610757117
Title Creator Type and Date Create
สถานภาพทางกฎหมายของวัดที่มิได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และสำนักสงฆ์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย MCU RS 610757117
พระสิทธินิติธาดา
งานวิจัย/Research report
สถานภาพทางกฎหมายของวัดที่มิได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และสำนักสงฆ์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย MCU RS 610757117
พระสิทธินิติธาดา
งานวิจัย/Research report
Copyright 2000 - 2026 ThaiLIS Digital Collection Working Group. All rights reserved.
ThaiLIS is Thailand Library Integrated System
สนับสนุนโดย สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
328 ถ.ศรีอยุธยา แขวง ทุ่งพญาไท เขต ราชเทวี กรุงเทพ 10400 โทร. โทร. 02-232-4000
กำลัง ออน์ไลน์
ภายในเครือข่าย ThaiLIS จำนวน 8
ภายนอกเครือข่าย ThaiLIS จำนวน 2,505
รวม 2,513 คน

More info..
นอก ThaiLIS = 214,126 ครั้ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏ = 910 ครั้ง
มหาวิทยาลัยสังกัดทบวงเดิม = 448 ครั้ง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล = 252 ครั้ง
มหาวิทยาลัยเอกชน = 73 ครั้ง
หน่วยงานอื่น = 33 ครั้ง
สถาบันพระบรมราชชนก = 5 ครั้ง
มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ = 2 ครั้ง
มหาวิทยาลัยสงฆ์ = 1 ครั้ง
รวม 215,850 ครั้ง
Database server :
Version 2.5 Last update 1-06-2018
Power By SUSE PHP MySQL IndexData Mambo Bootstrap
มีปัญหาในการใช้งานติดต่อผ่านระบบ UniNetHelp


Server : 8.199.134
Client : Not ThaiLIS Member
From IP : 216.73.216.5