ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
Causal relationship of factors affecting the efficiency of small and medium gem and jewelry enterprises in Bangkok and Metropolitan Areas
Abstract:
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัญหาและอุปสรรคของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการจัดการความรู้ การบริหารผลการปฏิบัติงาน และประสิทธิภาพของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3) ตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของประสิทธิภาพของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เทียบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 4) นำเสนอรูปแบบการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ในรูปแบบการวิจัยแบบพร้อมกัน สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ คือ แบบสอบถาม ส่วนเชิงคุณภาพ คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ผลเชิงปริมาณโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และวิเคราะห์สมการโมเดลเชิงโครงสร้าง ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพทำการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า1)สภาพปัญหาและอุปสรรคของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของธุรกิจฯ คือ (1) ด้านการจัดการความรู้ ประกอบด้วย การขาดการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจ และการขาดการสร้างความรู้ในระดับสูงให้แก่บุคลากร โดยการจัดการให้ความรู้นั้นจะเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติโดยตรง (2) ด้านการบริหารผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย การขาดแคลนการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ และการประเมินการปฏิบัติงานของพนักงานในทางบวก (3) ด้านประสิทธิภาพของธุรกิจ ประกอบด้วย การไม่มีการรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การขาดแคลนวัตถุดิบ การขาดแคลนแรงงาน และบุคลากรรุ่นเก่าไม่มีความรู้ในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ 2)สามารถสร้างรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ระหว่างประสิทธิภาพของธุรกิจ (Y)การจัดการความรู้ (X) และการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Z) ได้ 2 ตัวแบบคือ Z = 0.802*X และ Y = 0.409*X + 0.277*Z โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) ที่ 0.64 และ 0.43 ตามลำดับ 3)ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบ พบว่า รูปแบบที่ได้จากการวิจัยนั้น มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (p-value 0.058) โดยมีดัชนีการวัด CFI, GFI, AGFI, RMR, RMSEA และ CN เท่ากับ 0.997, 0.984, 0.969, 0.0078, 0.0228 และ 686.247 ตามลำดับ ซึ่งทุกค่าชี้วัดอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด 4)สามารถนำตัวแบบมาสร้างเป็นกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ คือ (1) กลยุทธ์การจัดการความรู้ จำนวน 10 กลยุทธ์ (2) กลยุทธ์การบริหารผลการปฏิบัติงาน จำนวน 7 กลยุทธ์และ (3) กลยุทธ์ประสิทธิภาพของธุรกิจ จำนวน 13 กลยุทธ์ และสามารถนำผลการศึกษาที่ได้มาสรุป และปรับเปลี่ยนเป็นองค์ความรู้สำหรับการพัฒนาธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ ที่เรียกว่า KPP (Knowledge, Process, Performance) ได้
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
Role:
ประธานที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์.
CallNumber:
วพ 658.5 ณ211ค 2560
©copyrights มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ