Home ข่าวสารต่าง ๆ รายการข้อมูลเอกสารฉบับเต็ม
News
รายชื่อเอกสารเข้าใหม่ประจำเดือน กันยายน
เป็นรายชื่อเอกสารที่มีการป้อนข้อมูลระบบในเดือน กันยายน 2010 ของโครงการฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มในรูปอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบด้วยเอกสารฉบับเต็มของวิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย บทความวิชาการ ฯลฯ

Thai Digital Collection
  • บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชาวัสดุศาสตร์
    รายงานการวิจัยเรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต วิชาวัสดุศาสตร์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชาวัสดุศาสตร์ และเพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชาวัสดุศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้แบ่งออก คือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชาวัสดุศาสตร์ ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ประจำวิชา เนื้อหา 13 บทเรียน และแบบฝึกหัด แบบสอบถามเพื่อประเมินประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชาวัสดุศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาประจำสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรม 2 หมู่เรียน 40 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไป ของผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถามที่เคยใช้งานบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จำนวน 31 คน คิดเป็น ร้อยละ 77.5 และไม่เคยใช้งาน จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 22.5 ผู้ตอบแบบสอบถามเคยเรียนวิชาวัสดุศาสตร์ จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 52.5 ไม่เคยเรียนวิชาวัสดุสาสตร์ จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 47.5 ความถี่ของการใช้งานอินเทอร์เน็ต/สัปดาห์ ความถี่ 1 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 12.5 ความถี่ 3 4 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 47.5 ความถี่ 5 6 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 20.0 และความถี่ 7 ชั่วโมงขึ้นไป/สัปดาห์ จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 20.0 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ด้านที่ 1 ด้านการออกแบบบทเรียน ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 2.68 ความคิดเห็นอยู่ในระดับ ปานกลาง ด้านที่ 2 ด้านการสร้างบทเรียน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.91 ความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่ 3 การโหลดไฟล์ต่างๆ ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 3.16 ความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่ 4 ระดับการเข้าถึงบทเรียนและส่วนประกอบอื่นๆ ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 2.19 ความคิดเห็นอยู่ในระดับ น้อย This paper is of Computer Assisted Instruction for Material Science by Internet Network. The objective of research is to build and evaluate the efficiency of Computer Assisted Instruction for Material Science by Internet Network. A tool that use in the research is Computer Assisted Instruction for Material Science, has compose objective of subject, 13 lesson and exercise. Questionnaire for evaluate the efficiency of Computer Assisted Instruction for Material Science by Internet Network. The sample that use in the research is student of Industrial Computer Technology 2 class, 40 persons and statistics for analysis were percentage and arithmetic means. Result of research 1. Analysis Result of General data person answer the questionnaire, person answer the questionnaire ever use this Computer Assisted Instruction 31 persons had 77.5 percentage, never use this Computer Assisted Instruction 9 persons had 22.5 percentage. Person answer the questionnaire ever study this material science subject 21 persons had 52.5 percentage, never use this material science subject 19 persons had 47.5 percentage. The frequency of Internet usability per week, 1 2 hour 5 persons had 12.5 percentage, 3 4 hour 19 persons had 47.5 percentage, 5 6 hour 8 persons had 20 percentage and 7 frequencies hour go up 8 persons had 20 percentage. 2. Result data analysis of evaluate the efficiency of Computer Assisted Instruction. Part 1 Design of Computer Assisted Instruction arithmetic mean is 2.68. The degree of the opinion is medium. Part 2 Build of Computer Assisted Instruction arithmetic mean is 2.91. The degree of the opinion is medium. Part 3 File Loading of Computer Assisted Instruction arithmetic mean is 3.16. The degree of the opinion is medium. Part 4 appreciating lesson and other components of Computer Assisted Instruction Arithmetic mean is 2.19. The degree of the opinion is low.

  • รายงานการวิจัยเรื่อง การใช้ฮอร์โมน 17 β เอสตราไดออลในการแปลงเพศกบ
    จากการศึกษาผลของฮอร์โมน 17 β- เอสตราไดออล ในการแปลงเพษกบ อัตราการเจริญเติบโต อัตราการตาย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ เลี้ยงลูกกบเป็นเวลา 3 วัน หลังจากที่ฟักออกเป็นตัว และให้ฮอร์โมน 17 β- เอสตราไดออล ผสมกับอาหารสำเร็จรูปในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกัน ชุดควบคุม 60 90 120 150 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 21 วัน แต่ละซ้ำเลี้ยงกบในวงบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร บ่อละ 100 ตัว และเลี้ยงต่อด้วยอาหารสำเร็จรูปธรรมดาอีก 180 วัน พบว่าระดับของฮอร์โมนมีผลต่อการแปลงเพศของกบ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกบที่ได้รับฮอร์โมน 17 β- เอสตราไดออล ระดับความเข้มข้น 120 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม มีอัตราการเจริญเติบโตมากที่สุด เท่ากับ 1.11 ± 0.05 กรัมต่อตัวต่อวัน รองลงมาคือ กบกลุ่มที่ใช้ระดับความเข้มข้น 90 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม มีอัตราการเจริญเติบโตเท่ากับ 0.96 ± 0.10 กรัมต่อตัวต่อวัน กบกลุ่มที่ใช้ระดับความเข้มข้น 150 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม มีอัตราการเจริญเติบโตเท่ากับ 0.88 ± 0.04 กรัมต่อตัวต่อวัน และชุดควบคุม มีอัตราการเจริญเติบโตเท่ากับ 0.86 ± 0.03 กรัมต่อตัวต่อวัน ตามลำดับ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ อัตราการรอดตายของกบที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปนั้น พบว่า การมดลองในชุดควบคุม มีอัตราการรอดชีวิตมากที่สุดเท่ากับ 48 เปอร์เซ็นต์ อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อของกบที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป พบว่า กบกลุ่มที่ใช้ฮอร์โมนในระดับ 120 มิลลิกรัม มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อมากที่สุดเท่ากับ 1.89 ค่าคุณสมบัติของน้ำ ใช้เครื่องมือสนามวัดค่าความเป็นกรด ด่าง (pH) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.5 และอุณหภูมิมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.71 องศาเซลเซียส จากการผ่าตัวอย่างกบที่ทดลองให้กินอาหารผสมกับฮอร์โมน 17 β- เอสตราไดออล และชุดควบคุมที่ให้กินอาหารธรรมดา พบว่า เมื่อผ่าดูอวัยวะภายในของกบที่กินฮอร์โมน พบว่า อวัยวะภายในไม่มีการเปลี่ยนแปลงนอกจากสรีระภายนอกของกบเพศผู้ที่มีขนาดรูปร่างที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งแตกต่างจากกบเพศผู้ที่เลี้ยงในชุดควบคุม และกบเพศผู้ที่มีอายุที่ใกล้เคียงกันและอวัยวะภายในของเพศเมียที่กินฮอร์โมน 17 β-เอสตราไดออล มีความชัดเจนมาก คือในส่วนของท่อนำไข่ที่มีความชัดเจนมากเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับชุดควบคุม This 21 day study of the effect of using Hormone 17 β- Estradial for sex differentiation in frogs was to find out their growing rate, surviving, food to fresh transforming rate, 3 day tadpole feeding after incubation, and feeding with Hormone 17 β- Estradial mixed with instant food in different intensiveness-control package with 60 90 120 150 milligrams per 1 kilogram. The 100 frogs in each. Were fed in 80-centimatre-dimension cement pool and they were fed with instant food for another 180 days. The finding was found that the hormone levels effected the sex differentiation in frogs significantly differently, that is, that is, the frogs fed with Hormone 17 β- Estradialwith 120 milligram of intensiveness level per 1 kilogram of food were found to grow in the highest rsta, 1.11 ± 0.05 gram a day, with the lower rate for those with intensiveness level 90 millgram per 1 kilogram of food, which were found to grow in 0.98 ± 0.05 gram a day, with intensiveness level 60 milligram per 1 kilogram of food, which were found to grow in 0.96 ± 0.10 gram a day, with intensiveness level 150 milligram per 1 kilogram of food, which were found to grow in 0.88 ± 0.04 gram a day, and those with control package which showed growing rate in 0.86 ± 0.03 gram a day respectively, The difference was found in statistically significant level at reliability level 95% . The fogs experimented with control package were found to survive mostly, 48%, while those fed with instant cod revealed that the group with Hormone in 20 milligram was found to change food to fresh mostly, 1.89. The average value for the liquid property of pH tested with field device was 7.5 and the average temperature was 28.71 degree Celsius. The operded frogs, fed with food mixed with hormone 17 β- Estradial and the control package, were found that the inside organs of those fed with the Hormone was not change except their physical size which was found bigger. This finding was found different in the male frogs fed with control package and those with similar age. The inside organs of female frogs of frogs fed with 17 β- Estradial was significantly found that the ovary was more apparent when compared with those fed with the control package.

  • รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง ศึกษาช่วงเวลาของการติดเชื้อราและผลการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา สมุนไพรหมักและน้ำส้มควันไม้ ในการยับยั้งเชื้อราจากมะขามหวาน (พันธุ์ประกายทอง) ในห้องปฏิบัติการ
    จากการศึกษา การติดเชื้อราของมะขามหวานพันธุ์ประกายทอง โดยการนำเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ มาเพาะเชื้อ พบว่า มะขามหวานพันธุ์ประกายทองติดเชื้อราตั้งแต่ระยะเป็นดอก และจากการสำรวจและแยกเชื้อราโดยเทคนิค BAM 2001 พบเชื้อราหลายชนิด ชนิดที่พบมาก 3 อันดับแรก คือ ราสีขาว (Phomopsis sp.) ราสีเขียว (Aspergillu sp.) และราสีส้ม (ยังไม่ทราบเชื่อวิทยาศาสตร์) ได้นำราทั้ง 3 ชนิดไปทำการทดสอบการยับยั้งการเจริญเติบโตโดยวิธีวงกระดาษกรอง พบว่า น้ำส้มควันไม้ให้ผลดีที่สุด ที่ความเข้มข้น60 90 % โดยก่อให้เกิดบริเวณใสมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.3 ม.ม. และ 9.0 ม.ม. บนราสีขาว, ราสีเขียง และราสีส้ม ตามลำดับ สารสกัดสมุนไพรหมักเข้มข้น 80% เกิดบริเวณใสเส้นผ่าศูนย์กลาง 6.3 ม.ม. บนราสีเขียว และ 4.7 ม.ม. บนราสีส้ม ไม่มีผลต่อราสีขาว สำหรับเชื้อไตรโคเดอร์มา มีผลต่อเชื้อราสีขาวเพียงชนิดเดียว โดยเกิดบริเวณใสเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.0 ม.ม. จากข้อมูลที่ได้ สารทดสอบที่แนะนำให้นำไปประยุกต์ใช้จริงในสวนมะขามหวานพันธุ์ประกายททอง คือน้ำส้มควันไม้ความเข้าข้น 60% ร่วมกับการฉีดพ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาบนพื้นดินใต้ต้นมะขามหวาน คำสำคัญ : มะขามหวานพันธุ์ประกายทอง เชื้อราไตรโคเดอร์มา น้ำสมุนไรหมัก และน้ำส้มควันไม้ From the study of fungal infected stages through culture on several tissue techniques, it was found that the Prakaithong sweet tamarind pods were infected with fungi when their flowers were opened. The investigation and isolation offungi using BAM technique showed first 3 kinds of fungi : the white (Phomopsis sp.), the gree (Aspergilus sp.) and the orange color fungi (not yet known the scientific name). The inhibitor of these fungi were future tested by disc diffusion. Three chemicals placed on a filter paper disc. The result showed that concentrations of 60 90% of wood vinegar gave the best effect. It could induce a clear zone of 8.3 mm. 11.0 mm and 9.0 mm in diameter on white, green and orange fungi respectively. For medicinal plant crude extract at concentrations of 80% could induce clear zone on green fungi with 6.3 mm., orange fungi with 4.7 mm. in diameter and no effect on white fungi. Whereas the Trichoderma sp. Could induce only white fungi with clear zone 4.0 mm. in diameter. For these results, we recommended the using of 60% of wood vinegar and Trichoderma sp. Spray on the groung under the Prakaitong sweet tamarined tree. Key Words : Prakaithong sweet tamarined, Trichoderma sp., medicinal plants, and wood vinegar.

  • รายงานการวิจัยเรื่อง ทัศนคติในการจัดทำบัญชีของผู้ประกอบการสำหรับธุรกิจนิติบุคคลในจังหวัดเพชรบูรณ์
    การวิจัยเรื่อง ทัศนคติในการจัดทำบัญชีของผู้ประกอบการสำหรับธุรกิจนิติบุคคล ในจังหวัดเพชรบูรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติในการจัดทำบัญชีของผู้ประกอบการสำหรับธุรกิจนิติบุคคลในจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูล ทัศนคติในการจัดทำบัญชีจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด ที่จดทะเบียนในจังหวัดเพชรบูรณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลการวิจัย พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 25 35 ปี การศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ทุนที่ชำระแล้วของกิจการไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ก่อนหักรายจ่ายของปีที่ผ่านมาไม่เกิน30 ล้านบาท สินทรัพย์รวมของปีที่ผ่านมาไม่เกิน 30 ล้านบาท ผู้ประกอบการจ้างสำนักงานบัญชีจัดทำบัญชีของกิจการ กิจการจัดทำบัญชีด้วยระบบมือ และคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมสำเร็จรูปควบคู่กัน ทัศนคติในการจัดทำบัญชีของผู้ประกอบการ พบว่า ผู้ประกอบการให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการทำบัญชีเพื่อยื่นเสียภาษีต่อกรมสรรพากร และจัดทำบัญชีตามที่กฎหมายกำหนด ระบบบัญชีของกิจการ และการใช้ข้อมูลทางบัญชีในการบริหารของกิจการ โดยให้ความสำคัญในระดับปานกลาง กับความต้องการของผู้ประกอบการเกี่ยวกับบัญชี เช่น การเข้ารับการฝึกอบรมทางด้านบัญชี และติดตามข่าวสารทางด้านบัญชี เป็นต้น และความน่าเชื่อถือในการใช้บริการจากสำนักงานบัญชี การจัดทำบัญชีของกิจการจะต้องอาศัยการเข้าใจและชำนาญการด้านธุรกิจ ถ้าไม่ได้รับการฝึกฝนจนชำนาญจะทำให้ไม่สามารถทำบัญชีได้อย่างถูกต้อง สำหรับกิจการที่ทำบัญชีโดยสำนักงานบัญชีและพนักงานบัญชีอิสระ จะต้องมีพนักงานบัญชีของกิจการด้วย โดยมีหน้าที่ทำเอกสารและรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อนำส่งตามที่สำนักงานบัญชี และพนักงานบัญชีอิสระต้องการ ซึ่งพนักงานบัญชีต้องมีความละเอียด รอบคอบ และทำบัญชีตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ดังนั้น การรับพนักงานที่มาปฏิบัติงานด้านการบัญชีขิงสถานประกอบการนั้น ควรจะรับพนักงานที่มีความรู้ทางด้านบัญชีโดยตรง เช่น จบการศึกษาทางด้านการบัญชี หรือมีประสบการณ์บัญชี เป็นต้น The research about attitude management accounting of entrepreneurs for corporate firms in Phetchabun. There was objective for study about the attitude management accounting of entrepreneurs for corporate firms in Phetchabun. The Research had built questionnaire for collect data about attitude management accounting from sampling to be limited partnership and company limited that register in Phetchabun. There was analyze data with percentage and mean. Research result met entrepreneurs was female, between 25 35 years old. The education was bachelors degree level. Equity had to pay of business million 5 net exceed baht. Income before debit expenses of last year not exceed million 30 baht. Total assets of last year exceed million 30 baht. Entrepreneurs hired accounting office made accounting of business and they made accounting. Attitude Management accounting of entrepreneurs met entrepreneurs gave precedence very much with management accounting for taxable the Revenue Department, management accounting according to law, accounting system of business and using data accounting in management business. They gave precedence moderate with requirement of entrepreneurs about accounting such as reaching took training of accounting and follow the information of accounting etc. and reliability used service for accounting office. Management accounting of business must to understanding and skillful about business if took not until skillful training, could not to make accounting correctly. Business made accounting by accounting office and free accountant must had accountant of business. Accountant made and collected data for sent to accounting office and free accountant which accountant must meticulousness, circumspection and made accounting according to rule and regulations. Thus taking officer accounting department should take office who was omniscient to accountancy such as graduated of accountancy of had experience of accounting etc.

  • รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง การศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาการประกอบการวิสาหกิจชุมชนในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์
    การศึกษาเรื่อง ปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาการประกอบการวิสาหกิจชุมชนในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ครั้งนี้ ทำโดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ เพื่อศึกษาปัญหาในการประกอบการวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ และเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาการประกอบวิสาหกิจชุมชน โดยมีประชากรที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์จำนวน 291 กลุ่ม ในการศึกษานี้ ได้ทำการศึกษาถึงการประกอบการวิสาหกิจชุมชนในฟังก์ชันของการดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านองค์การและการจัดการองค์การ ด้านการตลาด ดารการผลิต และด้านการเงินและการบัญชี โดยจำแนกลักษณะของปัญหาเป็นระดับต่างๆ แล้วจึงทำการหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่พบ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การดำเนินงานด้านการเงินและการบัญชี เป็นปัญหาของผู้ประกอบการในระดับมากที่สุด โดยประเด็นของปัญหาที่พบ ได้แก่ ขาดเงินหมุนเวียน การสร้างกำไร การจัดทำบัญชี และการกระจายรายได้และผลประโยชน์ เป็นต้น ผู้ประกอบการมีปัญหาในระดับ มาก ในฟังก์ชั้นด้านการตลาดและฟังก์ชั้นด้านการผลิตพอๆ กัน โดยด้านการตลาดนั้น ประเด็นปัญหาที่พบ ได้แก่ มีตลาดรองรับที่ไม่แน่นอน ไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้เอง การจำหน่ายสินค้าทำได้เฉพาะในชุมชน บรรจุภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานเชิงการค้า และขาดการโฆษณา เป็นต้น ในด้านการผลิต พบว่า เครื่องจักรและอุปกรณ์ยังไม่เหมาะสมและล้าสมัย ขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตยังไม่เหมาะสม ต้นทุนการผลิตสูง บรรจุภัณฑ์ยังไม่ดีพอ และขาดการควบคุมคุณภาพและการได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ในด้านองค์การและการจัดการองค์การแสดงปัญหาในระดับ ปานกลาง โดยมีประเด็นของปัญหาที่พบได้แก่ ขาดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้กับกลุ่มอื่นๆ ภายนอก การออกกฎระเบียบและโครงการองค์กรยังไม่เหมาะสม การยอมรับและศรัทธาต่อผู้นำ และการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการพัฒนาองค์กร เป็นต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาในการ ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในฟังก์ชั้นทั้ง 4 ด้าน ของการศึกษาครั้งนี้พบว่า การแก้ไขปัญหาในการประกอบการวิสาหกิจชุมชนในฟังก์ชั้นทั้ง 4 ด้าน ของการศึกษาครั้งนี้พบว่า การแก้ไขปัญหาด้านการจัดองค์การและการจัดการองค์การ ทำได้โดย การออกกฎระเบียบที่เหมาะสมสำหรับคณะกรรมการและสมาชิก มีโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน และการใช้การบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เป็นต้น ในด้านการตลาด การแก้ไขปัญหาทำได้โดยสมาชิกช่วยกันจัดหาตลาดรองรับสินค้า รับบาลช่วยส่งเสริมการตลาด มีการจัดแสดงจำหน่ายสินค้าภายนอกชุมชน เป็นต้น สำหรับด้านการผลิต การแก้ไขปัญหาทำได้โดย การแสวงหาวัตถุดิบต้นทุนต่ำ การใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม และอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพแก่พนักงาน เป็นต้น ในกรณีของการเงินและการบัญชี มีแนวทางแก้ไขปัญหาที่พบ ได้แก่ การกู้ยืมเงินลงทุนจากธนาคารและหน่วยงานกองทุนต่างๆ ใช้ความต้องการของตลาดในการผลิตสินค้า พยายามเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาครัฐบาล และจัดการอบรมการจัดทำบัญชี เป็นต้น The study of problems and solving tendencies of community enterprise operation in the Phetchabun province was carried out under two objectives that to study problems in the community enterprise operation in the Phetchabun province and to study solving tendencies for the community enterprise operation. Population in this study is community enterprise entrepreneurs of 291 groups in the Phetchabum province. In this study the community enterprise operation in four functions which are organization & organization management, marketing, production, and finance & accounting were studied by problem leveling classification and then the solving tendencies for entrepreneurs were figured it out. From the studying, it was found that finance & accounting is highest problem-level of the entrepreneurs and the problems such as less in circulating fund, marking bookkeeping, and income & reward distribution. The entrepreneurs have high problem-level in the function of marking as mush as the function of production. In case of marketing, the problems are found such as uncertain supporting market, can not product-pricing by themselves, product distribution places located especially in local area, not have commercial standard in packaging, and less in advertising. In the production function, the problems are found for example, machine & equipments not suitable and behind the time, less product development, technology & product processing not suitable, high production cost, packaging not good, not have quality control & product processing not suitable, high production cost, packaging not good, not have quality control & product certification. In the case of organization & organization management, it showed in moderated problem-level. The problems found in organization & organization management such as less experience & knowledge exchanging with another groups, regulations and organization structure not suitable, respectfulness & faith to leader, and participatory of members in organization development. Solving tendencies for the community enterprise operation of the four functions in this study, it found that the solution for organization & organization management are including suitable regulation issuance for committee and members, clarity organization, and participatory management. In the marketing, the solutions are including, market procurement by members, market promotion by government, products selling expo in outside local area. For the production the solution are including, searching for low cost materials, using suitable equipment and technology, worker training about quality control of products. In case of finance & accounting, the solutions are including, money loaning from banks or funding agencies, using market demand for production, accessibility of government investment capital, and bookkeeping training.

  • การทดลองสอนคณิตศาสตร์ชั้นประถมปีที่5โดยให้กลุ่มนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์สูงและปานกลางเป็นผู้สอนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำ
  • รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบูรณ์
    การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในอำเภอเขาค้อ ในปีฤดูการท่องเที่ยว 2552 จำนวน 120 ราย จากการศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวโดยใช้การวิเคราะห์สมการถดถอยของแบบจำลองโลจิต (Logit - model) ผลการวิเคราะห์พบว่า ผลการจำแนกค่าเฉลี่ยของตัวแปรตามจากข้อมูลตัวอย่าง หรือค่าความน่าจะเป็นของการกลับมาอีก ถ้ามีค่ามากกว่า 0.5 จะถูกจำแนกว่าเป็นเหตุการณ์ที่คนจะกลับมาเที่ยวอีก (status = 1) และค่าเฉลี่ยที่น้อยกว่า 0.5 จะถูกจำแนกว่าเป็นเหตุการณ์ที่คนจะไม่กลับมาเที่ยวอีก (satus = 0) พบว่า สามารถทำนายคนที่จะกลับมาเที่ยวอีกมีค่าเท่ากับ 85.1 และคนที่ไม่กลับมาเที่ยวอีกเท่ากับ 58.7 แต่ถ้าดูภาพรวมจะเห็นว่าสามารถจำแนกความถูกต้องได้ 75.0 ตัวแปรอิสระ 3 ตัว คือ ปัจจัยชอบเขาค้อที่มีอากาศและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม (X1) ปัจจัยชอบอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ (X4) และ ปัจจัยระยะทางไม่ไกลเกินไปและการเดินทางสะดวกเมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นที่ลักษณะภูมิอากาศเหมือนกัน (X7) เป็นตัวแปรที่มีผลต่อการกลับมาเที่ยวอีก (Y) อย่างมีนัยสำคัญ โดยตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัวดังกล่าวข้างต้นที่มีนัยสำคัญต่อการกำหนดค่า Y มีค่า Exp (B) เมื่อมีปัจจัย X1 เพิ่มขึ้น ในขณะที่ตัวแปรอิสระหรือปัจจัยอื่นๆ คงที่ จะทำให้มีผู้กลับมาเที่ยวอีกมีค่า 1.734 ( > 1) และเมื่อมีปัจจัย X7 เพิ่มขึ้นในขณะที่ตัวแปรอิสระหรือปัจจัยอื่นๆ คงที่ จะทำให้มีผู้กลับมาเที่ยวอีกมีค่า 2.520 (> 1) The education researches this have the objective for does factor analysis that affects to build the income from the tourism of the Phetchabun, by the data has that to use in the education from interviewing group soured tourist tours in KhaoKho, in year 2552 120 tourism amount seasons lay. From factor education that affect to build the income from the tourism by use algebraic equation analysis deteriorates of mind model (Logit - model), the analysis result meets that, average classification of the variable follows from example data or, probability value will of the turning over comes to again, if, be valuable more than 0.5 will imprison a bird that, be the events that a person will come back again, (status = 1), and the a little

  • รายงานการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับแผงวงจร สำหรับนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรม
    รายงานการวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กับแผงวงจร สำหรับนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับแผงวงจรสำหรับนักศึกษา สาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรม 2. เพื่อหาแนวทางการพัฒนาของชุดฝึกทักษาการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับแผงวงจร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้แบ่งออก ดังนี้ 1. ชุดฝึกทักษะการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับแผงวงจร 1 ชุด ประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 8 รายการ และใบงานประกอบชุดฝึก 3 ใบงาน 2. แบบสอบถามเพื่อหาแนวทางพัฒนาชุดฝึกทักษะการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับแผงวงจร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คืออาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรม 3 คน และนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมจำนวน 20 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไป ของผู้ตอบแบบสอบถาม 1. ข้อมูลทั่วไปผู้ตอบแบบสอบถาม อาจารย์ จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 13.0 และนักศึกษา จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 87 และ 2. ประสบการณ์เกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับวงจรแบ่งเป็นประสบการณ์ 0 1 ปี จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 30.4 ประสบการณ์ 2 3 ปี จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 47.8 ประสบการณ์ 4 5 ปี จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 8.7 และประสบการณ์มากกว่า 5 ปี จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 13.0 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาแนวทางการพัฒนาชุดฝึกทักษะ ด้านที่ 1 ด้านการออกแบบชุดฝึกทักษะ ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 2.61 ความคิดเห็นอยู่ในระดับ ปานกลาง ด้านที่ 2 ด้านการใช้งาน ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 2.13 ความคิดเห็นอยู่ในระดับน้อย ด้านที่ 3 ด้านใบงาน ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 2.99 ความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่ 4 ด้านคู่มือการใช้งานค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 2.03 ความคิดเห็นอยู่ในระดับ น้อย This paper is report of a group development training skill, interface electronics device to circuit, for Industrial Technology Computer Students. The objective of research is 1. to development training skill, interface electronics device to circuit, for Industrial Technology Computer students. 2. to seek development trend of training skill, interface electronics device to circuit. A tool that use in the research, The researcher has distributed as follows 1. Group development training skill, interface electronics device to circuit 1 group, had electronics device 8 lists and 3 work sheets. 2. The questionnaire for seek development trend of training skill, interface electronics device to. Circuit. The sample that use in the research is teacher of Electronic Technology and Industrial Computer Technology, 3 persons and student of Industrial Computer Technology, 20 persons and statistics for analysis were percentage and arithmetic means. Result of research 1. General data person answer the questionnaire, 1. General data person answer the questionnaire, 1. Teacher 3 persons had 13 percentage, student 20 persons had 87 percentage. 2. Experience about electronics equipment for interface electronic device to circuit, 0 1 years 7 persons had 30.4 percentage, 2 3 years 11 persons had 47.8 percentage, 4 5 years 2 persons had 8.7 percentage, 5 more than years 3 persons had 13.0 percentage. 2. Result of data analysis for seek development trend of training skill. Part 1 Design of training skill, arithmetic mean is 2.61. The degree of the opinion is medium. Part 2 Usage of training skill, arithmetic mean is 2.13. The degree of the opinion is low. Part 3 Work sheets of training skill, arithmetic mean is 2.99. The degree of the opinion is medium. Part 4 Manual of training skill, arithmetic mean is 2.03. The degree of the opinion low.

  • รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โปรแกรมระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารงานคณะเทคโนโลยีการเกษตร
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาโปรแกรมระบบฐานข้อมูล เพื่อการบริหารงาน คณะเทคโนโลยีการเกษตร หลักในการพัฒนาระบบใช้หลักการพัฒนาระบบ System Development Lift Cycle ในการพัฒนานี้จะครอบคลุมถึงการบันทึกข้อมูล เพิ่ม ลบ แก้ไข ค้นหา และเรียกดูรายงาน ภาษาที่ใช้ในการพัฒนาระบบคือ ภาษา Visual Basic Studio 6.0 ฐานข้อมูลใช้โปรแกรม Microsoft Access 2003 มีความสนใจในโปรแกรมระบบฐานข้อมูล เพื่อการบริหารงานคระเทคโนโลยีการเกษตร อยู่ในระดับมาก คำสำคัญ : ฐานข้อมูล การบริหาร The purpose of this research was to study and develop the Database program for Administration of Faculty of Agriculture Technology. This program was developed by following the process of System Development Life Cycle (SDLC). This system provides all the functions of recording, appending, deleting, editing, searching and checking information. Tool that were used for developing this system include Visual Basic Studio 6.0 for programming language and Microsoft Access 2003 for Database. The system was evaluated by surveying 50 student users. The majority of users were satisfied with the system. Data was accurate in the more satisfied level and users were interested in using this program in the more satisfied level.

  • รานงานวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพความแข็งแรงของแผ่นเหล็กในเสื้อเกราะกันกระสุนโดยทำการเคลือบผิวฟิล์มแข็ง
    งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความแข็งแรงของแผ่นเหล็กในเสื้อเกราะจากกระสุน โดยทำการเคลือบผิวฟิล์มแข็งชนิดต่างๆ เพื่อให้มีน้ำหนักเบา บาง และประสิทธิภาพสูง สามารถหยุดการทะลุของกระสุนได้ดี โดยการทดลองด้วยกระสุนปืนจริงตามมาตรฐาน NIJ Standard- 0101.06 ระดับ II ใช้กระสุนขนาด 9 mm. (FMJ RN) หัวกระสุนแกนตะกั่วหุ้มโลหะแข็งรูปทรงมนกลม การจัดทำเสื้อเกราะประกอบด้วยชุดเสื้อนอกม ส่วนยึดรั้งและแผ่นรับแรงกระแทก ทำการทดสอบที่ชุดเสื้อนอกโดยทดลองใช้แผ่นเหล็กกล้าทดสอบ 3 ปัจจัย คือ 1. แผ่นเหล็กกล้า S50C หนา 3 ม.ม. ชุบผิวแข็งด้วยเปลวไฟ ขนาด 220 × 250 ม.ม. ชิ้นที่ 2 เคลือบผิวฟิล์มแข็ง TiC ด้วยกรรมวิธี CVD ความหนาฟิล์มแข็ง 10 um บนวัสดุ K100 หนา 1.7 ม.ม. ขนาด 150 × 150 ม.ม. จากผลการทดลอง พบว่า เหล็กกล้าที่ทำการเคลือบผิวฟิล์มแข็ง TiC และ TiCN ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพความแข็งแรงของแผ่นเหล็กในเสื้อเกราะกันกระสุนได้ เนื่องจากวัสดุทั้งสองมีค่าความแข็งผิวที่สูงมากกว่าเหล็กถึง 12 เท่า จึงเกิดการแตกของแผ่นเหล็กเมื่อเกิดการชนปะทะของกระสุนส่วนแผ่นเหล็กกล้า S50C ที่หนา 3 ม.ม. สามารถหยุดการทะลุของกระสุนได้ ซึ่งเป็นผลจากการใช้เปลวไฟเพิ่มความแข็งผิวเหล็กตามกระบวนการทางความร้อนพื้นฐาน จากผลการทดลองแผ่นเหล็กกล้า S50C จะเกิดค่าแปล็คเฟซซิกเนเจอร์ (Back Face Signature) อยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ มีค่าเท่ากับ 7.02 ม.ม. คำสำคัญ : การเคลือบผิวฟิล์มแข็ง ; เสื้อเกราะกันกระสุน ; ไททาเนียมคาร์ไบด์ (TiC) ; ไททาเนียมคาร์โบไนโตร (TiCN) ; กรรมวิธีการเคลือบผิวด้วยไอเคมี (VCD) ; แบล็คเฟซซิกเนเจอร์ The purpose of this research is to improve the efficiency of steel plate in bulletproof vest focusing on hard-thin film coated. The main objective of this work is to decrease weight and various kinds of hard-thin-coated films. The efficiency of each type is evaluate by the ability to reduce bullet proof and impact resistant. The experiments of bullet by United States National Institute of Justice NIJ Standard-0101.06. Type II 9 mm. Full Metal Jacketed Round Nose (FMJ RN) bullets. The bullet proof vest has outside shell carrier, Fastening Sys-tem and ballistic panel. In the outside shell carrier has two plate. The first experiments is the S50C of 3 mm. thin. And second is TiC film by chemical vapour deposition (CVD) on substrata K100 of 1.7 mm. thin and Third is by chemical vapour deposition. Results showed that TiCN and TiN film exhibits not increase hardness of Steel Plate in Bullet proof Vest. Because of the high hardness therefore much like brittle materials. Is the fracture of the steel plat when the strike of the bullet. The results had shown the steel plate S50C of 3 mm. thin exhibits flame hardening increases surface hardness and impact resistance from the bullet. The steel plate S50C had the back face signature in the range of acceptable at 7.02 mm. Keywords : Hard-Thin Film Coating ; Bulletproof vest ; Titaniun carbide (TiC) ; Titanium Carbonitride (TiCN) ; Chemical Vapour Deposition (CVD) ; Back face signature.

  • การศึกษาผลกระทบของการก่อสร้างอุโมงค์ที่มีต่อฐานรากเดิมข้างเคียงและเสนอโซนป้องกันโดยวิธีการวิเคราะห์เชิงตัวเลข
    งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของการก่อสร้างอุโมงค์ที่มีต่อฐานรากเดิมข้างเคียงในชั้นดินกรุงเทพฯ การวิเคราะห์กระทำโดยระเบียบวิธีไฟไนต์อิลอเมนต์ในแบบ 3 มิติ โดยใช้โปรแกรม PLAXIS ซึ่งจำลองปฎิสัมพันธ์ระหว่างฐานรากที่มีอยู่เดิมและการก่อสร้างอุโมงค์ การวิเคราะห์ผลกระทบของเสาเข็มเนื่องจากการก่อสร้างอุโมงค์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือการวิเคราะห์เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมสำหรับการจำลองการก่อสร้างอุโมงค์ซึ่งจะส่งผลต่อการเคลื่อนตัวของดิน จากนั้นผลกระทบของเสาเข็มที่เกิดจากการก่อสร้างอุโมงค์จะถูกประเมินในขั้นตอนที่ 2 โดยทำการวิเคราะห์ปัญหาปฎิสัมพันธ์ระหว่างเสาเข็มกับอุโมงค์ โดยใช้การจำลองการก่อสร้างอุโมงค์ที่พิสูจน์มาจากขั้นตอนแรก ในการวิเคราะห์ทำการแปรเปลี่ยนขนาดของอุโมงค์และเสาเข็ม ความลึกของอุโมงค์ การสูญเสียมวลดินเนื่องจากการขุดเจาะอุโมงค์ ระยะห่างระหว่างเสาเข็มกับอุโมงค์ และตำแหน่งของปลายเสาเข็มต่อแกนในแนวราบของอุโมงค์เพื่อสังเกตหาปัจจัยสำคัญที่มีอิทพลต่อปัญหานี้ผลกระทบของการก่อสร้างอุโมงค์ที่มีผลต่อฐานราคาถูกแสดงในรูปแบบของการเสียรูปของเสาเข็ม จากผลที่ได้สรุปได้ว่าขนาดของอุโมงค์ การสูญเสียมวลดินเนื่องจากการขุดเจาะอุโมงค์ ระยะห่างระหว่างเสาเข็มกับอุโมงค์ และตำแหน่งของปลายเสาเข็มต่อแกนในแนวราบของอุดมงค์เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อฐานราก ผลการวิเคราะห์ทั้งหมดได้ถูกนำมาสร้างโซนอิทพลและเปรียบเทียบกับงานที่ผ่านมา ; This study examines the effects of tunnel construction on adjacent existing pile foundation in Bangkok clay. The analysis is conducted by means of three - dimensional simulation of interaction between the existing pile foundation and tunnel construction using PLAXIS program. A two-stage approach is used to analyze pile responses caused by tunneling. The first step addresses determination of suitable numerical method for tunneling-induced ground movement. The pile response to tunneling is then determined in the second step by a complete pile-tunnel interaction analysis using the tunneling simulation verified from the first step. Diameters of tunnel and piles, tunnel depth, ground loss, clearance and positions of pile tips with respect to the tunnel horizontal axis are varied to investigate these influencial factors on such interaction problems. The effects oftunne1ing adjacent to existing pile foundation are mainly expressed in terms of pile deformations. From the analyzed results, the tunnel diameter, volume loss, the positions of pile tips and clearance have strong influences on the existing pile foundation. Furthermore, the normalized pile head settlements diagram is created and compared with previously developed influence zone.

  • ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถประสงค์เพื่อ1) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) ตรวจสอบ ความกลมกลืนของโมเดลเชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 320 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม เกี่ยวกับเจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ความพร้อมของนักเรียน ความรับผิดชอบของนักเรียน แรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ การฝึกหัด ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน การจัดการเรียนการสอนของครู และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ0.900, 0.867, 0.874, 0.844, 0.820, 0.845, 0.841 และ 0.926 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าสถิติขั้นพื้นฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ไค สแควร์ และเทคนิคการวิเคราะห์เส้นทาง โดยใช้โปรแกรม LISREL ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ความรับผิดชอบของนักเรียน เจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความพร้อมของนักเรียน การฝึกหัด และการจัดการเรียนการสอนของครู 2. โมเดลตามสมมติฐานมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ค่าสถิติตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ x2 = 4.19, df =5, p =0.522, RMSEA = 0.000, SRMR = 0.009, RMR = 0.009,GFI = 1.000, AGFI = 0.980, Standardized Residual = 1.31, CN = 1140.94 และกราฟ Q plot ชันกว่าเส้นทแยงมุม 3. ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงคือ เจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ความพร้อมของนักเรียน ความรับผิดชอบของนักเรียน ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางอ้อม คือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์การฝึกหัด ความสัมพันธ์ระหว่าเพื่อน ปัจจัยที่มีอิทธิพลรวม คือ เจตคติต่อการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ ความพร้อมของนักเรียน ความรับผิดชอบของนักเรียนแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ การฝึกหัด ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์การทำนาย (R2)พบว่าปัจจัยสามารถอธิบายความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ได้ร้อยละ 8 The purpose of this research were to 1) study the causal factors factors affecting science Achievement of Matthayomsuksa four students 2) verify fit causal model and 3) study direct effect and indirect of factors affecting science achievement of students. The sample consisted of 320 matthayomsuksa four students,phetchabun Educational service Area Two Offce,in the first semester of 2009, selected by multi-stage random sampling. The instruments were questionnaires cope with science achievement were the relationship between friends,students, responsibility,attitude toward science learning,achievement motivation,students, readiness,exercise,teaching with reliability at 0.900, 0.867, 0.874, 0.820, 0.845, 0.841 and 0.926, respectfully.Data were analyzed by means,percentage,S.D., pearsons correlation,Chi-square and LISREL model analysis The results were found that; 1. The factors affecting in science achievement were the relationship between friends,students responsibility, attitude toward science learning, achievement motivation,studentsreadiness exercise and teaching 2. Research productivity model fitted nicely to empirical data : x2 =4.19, df =5, p = 0.522,RMSEA = 0.000, SRMR = 0.009, RMR = 0.009, GFI = 1.000, AGFI =0.980, the diagonal. 3. The factors affecting directly science achievement were attitude toward science learning, readiness and responsibility. The factors affecting indirectly Science achievement were achievement motivation, exercisw and the relationship between friends.The factors affecting total affect cause science achievement were attitude toward science learning, students readiness, responsibility, achievement motivation,exercise and the relationship between friends. The model accounted for 8 percent of science achievement of R2 .

  • สงครามสืบราชสมบัติสเปน
  • การพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ โดยนำความสามารถของเทคโนโลยีทางด้านอินเตอร์เน็ท หรือระบบเครือข่ายเทคโนโลยีทางด้านการจัดเก็บข้อมูล โดยใช้คอมพิวเตอร์ มาพัฒนาเป็นระบบเครือข่ายสารสนเทศ เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกในการเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ ในการดำเนินการวิจัยได้มีการศึกษารายละเอียดจากฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานอื่นๆ และเก็บรวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์และออกแบบระบบงานด้วยการนำวงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle : SDLC) มาใช้อย่างเป็นขั้นตอน ระบบฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ถูกสร้างขึ้นโดยใช้โปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache จำลองงานเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้สามารถใช้งานได้เหมือนเครื่องแม่ข่าย ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษา PHP ในการเขียนสคริปต์ และจัดเก็บข้อมูลลงในระบบจัดการฐานข้อมูล MySQL ซึ่งใช้งานภายใต้ระบบปฏิบัติการ Windows XP เรียกใช้และแสดงผลผ่านโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ Internet Explorer ผลการวิจัยพบว่า ระบบฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ที่ผู้วิจัยและคณะได้พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพด้านการทำงานของระบบเฉลี่ยอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 4.25 และส่วนเบี่ยงเบนเป็น 0.74) และในด้านลักษณะการออกแบบระบบมีประสิทธิภาพเฉลี่ยอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 4.30 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.65) เช่นกัน ดังนั้น ระบบฐานข้อมูลจึงสามารถเก็บและเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลผู้เชี่ยวชาญได้เป็นอย่างดี The objective of research is to develop the database of professionals who work for Phetchabun University. Internet technology and Computer technology is increase an ability to discover data of professionals. This research studied several databases of other professionals in different organization. System Development Life Cycle (SDLC) is used to design and synthesize properly for the database system of Phetchabun Uinversity. The database system of Phetchabun University is created by Apache program. Apache program works as simulator of a regular PC in order to work compatibly as server. Additionally, PHP language and MySQL are used for apache program regarding its script. MySQL is commonly used Window XP that results in any browser within Internet Explorer. According to the research, the developed database system of Phetchabun University is effective ( = 4.25, Std. division = 0.74). In anddition, the designed system is valuable ( =4.30, Std. division = 0.65). There fore, the database is a well-organized system to utilize.

  • ความพึงพอใจของประชาชนที่ต่อการให้บริการงานสอบสวน : ศึกษาเฉพาะกรณี สถานีตำรวจภูธรธวัชบุรี อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด
  • การศึกษาฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ของดีปลากั้ง
    การศึกษาฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ของดีปลากั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์จากดีปลากั้ง ทั้งจากส่วนใบ ราก และดอก โดยทำการทอสอบกับจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับโรคทางเดินอาหาร 4 ชนิด คือ Salmonella spp. E. coli, Shigella spp. และเชื้อ Staphylococcus aureus. การศึกษาผลของสารสกัดจากดีปลากั้งที่มีต่อเชื้อ Salmonella spp. E.coli, Shigella spp. และเชื้อ Staphylococcus aureus โดยการนำส่วนต่างๆ ของดีปลากั้งมาทดสอบ โดยวิธีวางกระดาษกรองลงบนเชื้อที่ต้องการทดสอบ จากการทดลองพบว่า สารสดักจากรากดีปลากั้งสามารถยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ได้ 4 เชื้อ คือ เชื้อ Salmonella spp. ยับยั้งเชื้อที่ระดับความเข้มข้น 95% เชื้อ E.coli ยับยั้งเชื้อที่ระดับความเข้มข้น 95%, 75% และ 50% ตามลำดับ เชื้อ Shigella spp. ยับยั้งเชื้อที่ระดับความเข้มข้น 95% และ เชื้อ Staphylococcus aureus ยับยั้งเชื้อที่ระดับความเข้มข้น 95% และ 75% ตามลำดับ สกัดจากใบและดอกนั้นจากการทดลองพบว่าไม่สามารถยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ทั้ง 4 เชื้อได้เลย The purpose of this research was to determine an antimicrobial activity of crude extract from Asipidistra sutepensis. Then the extract was freeze drying and exhibited microbicidial action of Salmonella spp. E.coli, Shigella spp. And Staphylococcus aureus. The result found that concentration of crude extract was efficacy against Salmonella spp. at 95%, E.coli at 50% 75% amd 95 %, Shigella spp. At 95%, and Staphylococcus aureus. At 75% and 95%. But crude extract from leaf and flower did not have antimicrobial activity.

  • การพัฒนาแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย2) สร้างเกณฑ์ปกติของแบบทดสอบวัดทักษะกรุบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือเด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 อายุ 5-6 ปี โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 350 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 8 ทักษะ คือ ทักษะการสังเกตทักษะการวัด ทักษะ การคำนวณ ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติของวัตถุกับวัตถุและวัตถุกับเวลา ทักษะการจัดกระทำและเสื่อมความหมายจากข้อมูล ทักษะการลงความเห็นจอกข้อมูล และทักษะ การพยากรณ์ จำนวน 80 ข้อ วิเคราะห์หาคุณภาพโดยหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนกค่าความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ค่าความเชื่อมั่น สำหรับการสร้างเกณฑ์ปกติใช้คะแนนที ผลการวิจัยพบว่าแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สร้างขึ้นมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาทุกฉบับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ค่าความยากง่านตั้งแต่ 0.71 - 0.79และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.21 0.34 ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ เท่ากับ 0.06 ถึง 0.45, X2= 14.90 29.10 p = 0.06 0.73 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01,R2 = 0.2.02 0.91,GFI = 0.98 0.99, AGFI = 0.95 0.98, RMR = 0.00 และ RMSEA = 0.00 0.03 ค่าความเชื่อมั่นมีค่าตั้งแต่ 0.45 0.77 และค่าเกณฑ์ปกติอยู่ระหว่าง T14 T63

  • การศึกษาผลสัมฤทธิ์การใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเขตพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์
    การวิจัย เรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนเขตพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในเขตอำเภอเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช่ในการวิจัย คือ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 242 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ผู้ศึกษาใช้แบบสอบถามโดยแบ่งแบบสอบถามออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามข้อมูลการรับรู้เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนที่ 3 เป็นแบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้วจึงนำไปประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ และวิเคราะห์สถิติพื้นฐาน ได้แก่ (Percentage) ความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) และการจัดเรียงลำดับความมาก/น้อย (Rating Scanle) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง สถานภาพสมารส ช่วงอายุระหว่าง 40-59 ปี ระดับการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา อาชีพเกษตรกรรม รายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 5,000 บาท ประเภทของวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่ด้านการเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ความสัมพันธ์กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่เป็นสมาชิก ระยะเวลาการเป็นสมาชิก 3-4 ปี และสมาชิกมีวัตถุประสงค์ในการเข้าร่วมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้การรับรู้เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความหมายและความสัมพันธ์ ด้านองค์ประกอบ ด้านการนำไปปฏิบัติและด้านประโยชน์ พบว่าส่วนใหญ่สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรับรู้ด้านความหมายและความสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและด้านประโยชน์ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 6ด้าน ได้แก่ ด้านการลดรายจ่าย ด้านการเพิ่มรายได้ ด้านการประหยัด พฤติกรรมด้านการเรียนรู้ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้วประสบผลสัมฤทธิ์ระดับมาก ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสบผลสัมฤทธิ์ปานกลาง และพฤติกรรมด้านสังคม ประสบผลสัมฤทธิ์ระดับมาก The research achievement education of using sufficiency economy philosophy of business community area Amphur Mueng phetchabun. The research this time have the objective for studies the achievement of using sufficiency economy philosophy of businesscommunity member in Amphur Mueng Phetchabun province The sample that use in the research be business community member who use philosophy sufficiency economy 242 persons amounts Tool that use in data saving person the questionnaire by divide the questionnaire are 3the part be the first is data personal questionnaire of person answer the questionnaire. The second are data acknowledgement questionnaire s about sufficiency economy philosophy And the third are data questionnaire s about way of life behavior s follow sufficient economy philosoph, then induce evaluate with the computer.Analyse base statistics,percentage,frequency,Mean and Rating scale The results of education meet that member business community sample the majority is the female,marriage status,age between 40-59 year,education level is in elementary education level, agriculture occupation,the income lower 5,000 a baht. The community majority side agriculture business,do the farm,plant crops,domesticate Animals. The relation and business community majority member 3-4 year and have the objective in attending group community business for is income expansion. The acknowledgement about sufficient economy philosophy,both of 4 be meaning and the importance,element,perform,and advantage,meet that member business Community majority acknowledges meaning and importance of sufficient economy philosophy, and advantage of sufficient economy philosophy.The behavior way of life follows sufficiency economy philosophies,6 part be, reduction expenenses,expansion income,saving, Learning behavior, business community member has used philosophy Sufficiency economy already succeeds supernatural level many. The conservation natural resources and the environment succeed succeed be accomplished moderate. And social behavior succeed accomplished many levels.

  • การพัฒนาบทเรียนคอวพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้ำ ฟ้า และดวงดาว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
  • การศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการรับรู้ของผู้เรียนในการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (กรณีศึกษาเฉพาะระดับประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์)
    การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการรับรู้ของผู้เรียนในโครงการการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม ระดับประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายในโครงการการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่แบบสอบถามซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามระดับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม และข้อเสนอแนะ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย t test, F test และสถิติความสัมพันธ์ผลการวิจัยพบว่า เพศและระดับขั้นที่แตกต่างกันมีการรับรู้ที่ไม่แตกต่างกันและมีความคิดเห็นว่าคุณภาพของแสงสว่างมีผลกระทบต่อการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมมากที่สุด ด้านแสงสว่างและความชัดเจน ของการรับคลื่นสัญญาณมีผลกระทบต่อการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมมาก แต่ระดับเสียงรบกวนขณะทำการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมมีผลกระทบในระดับ ทานกลาง คำสำคัญ ; การเรียนการสอนทางไกลผ่านกาวเทียม / คุณภาพแสงสว่าง / คุณภาพเสียง The research have objective for learning factor that effected the reacceptance of students in the Distance elementary education via satellite project that sample be students in elementary education via satellite project in phetchabun province 280 person by questionnaire which divide 3 part be general data of person, factor level that affect in the Distance elementary education via satellite project and suggestion. Statistics that use be percentage and average t test, F test and relation. The research result gender and degree that different have not different acknowledgement and think that, the quality of the light have mostly affects to satellite project, the light and be obvious of taking signals have most effects to satellite project but disturbance sound level have moderately effect. Keywords : Distance primary education via satellite project/light quality/ sound quality.

  • การพัฒนาแบบประเมินทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาคุณภาพแบบประเมินทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย และ2) หาเกณฑ์ปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นเด็กปฐมวัยที่มีอายุ 5 6 ปี และกำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 340 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบประเมินทักษะทางภาษา จำนวน 4 ฉบับ แบ่งออกเป็น แบบประเมินทักษะทางภาษาด้านการฟัง แบบประเมินทักษะทางภาษาด้านการพูด แบบประเมินทักษะทางภาษาด้านการอ่าน และแบบประเมินทักษะทางภาษาด้านการเขียน จำนวน 57 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมมั่น ค่าความเที่ยงตรงตรงเชิงโครงสร้างโดยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และหาเกณฑ์ปกติ ผลการวิจัยพบว่า แบบประเมินทักษะทางภาษาที่สร้างขึ้น มีค่าความยากง่าย 0.65 ถึง 072 ค่าอำนาจจำแนก 0.34 ถึง 0.37 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.710 ถึง 0.738 ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน มีค่า X2 เท่ากับ 27.44 ถึง 67.60 ค่า P value เท่ากับ 0.12 ถึง 0.23 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 ค่า GFI เท่ากับ 0.97 ถึง 0.98 ค่า AGFI เท่ากับ 0.93 ถึง 0.96 ค่า RMR เท่ากับ 0.01 และค่า RMSEA เท่ากับ 0.02 ถึง 0.03 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ เท่ากับ 0.05 ถึง 0.39 เกณฑ์ปกติ มีค่าอยู่ระหว่าง T40 ถึง T65 The purposes of this research were to 1) construct and quality and 2) norms. The sample used in this research were 340 early childhood students selected from aged 5-6 years old also the manual kindergarten class 2 under studying in the first semeater of the academic year 2009 from Phetchabun Educational Service Area Office 1 by multi-stage random sampling. The instruments used in this research was language skill 4 test consisting of listening skill, speaking skill, reading skill and writing skill was 57 items to find difficulty, discrimination index, reliability, The construct validity by confirmatory factor analysis and norms. The results were as follows : difficulties of language skill from 0.65 to 0.72, the discrimination from 0.34 to 0.37, and the reliabilities from 0.710 to 0.738. The construct validity by confirmatory factor analysis of chi-square (X2) was 27.44 to 67.60, P- value was 0.12 to 0.23 at the .01 and .05 level of statistical significance. The Goodness of Fit Index (GFI) was 0.97 to 0.98, Adjusted Goodness of Fit Index (AGFI) was 0.93 to 0.96, Standardized Root Mean Square Residual (RMR) was 0.01 and Root Mean Square Error of Approximation (RMEA) was 0.02 to 0.03. the beta weight ranged was at 0.05 to 0.39 and norms was T40 to T65.

  • การศึกษาการบริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนตำบลที่มีต่อการเป็นองค์กรที่เป็นเลิศด้านการมีส่วนร่วม กรณีศึกษา : องค์การบริหารส่วนตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์
    การวิจัยเรื่อง การศึกษาการบริหารจัดการองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีต่อการเป็นองค์กรที่เป็นเลิศด้านการมีส่วนร่วม กรณีศึกษา : องค์การบริหารส่วนตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาบทบาทการบริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนตำบลสู่การเป็นองค์กรที่เป็นเลิศทางด้านการมีส่วนร่วม เพื่อศึกษาเปรียบเทียบแนวทางการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลกับประชาชน และเพื่อศึกษาปัญหาในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ วิธีการศึกษา โดยกำหนดขนาดของประชากรกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในเขตตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญและเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม ผลการศึกษา พบว่า ประชาชนอยากให้ผู้นำ หรือผู้บริหารในท้องถิ่นตลอดจนพนักงานส่วนตำบลทุกคนเข้าถึงประชาชนให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเข้าไปรับรู้ปัญหาของประชาชนให้มากขึ้นอย่างเป็นปกติวิสัย ไม่ต้องให้ประชาชนไปแสดงความคิดเห็นในหน่วยงานเพียงอย่างเดียวบุคลากรเห็นว่าประชาชนมีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นต่อการให้บริการของประชาชนมีหลายช่องทาง แต่ยังเป็นระดับที่น้อย ในการที่จะให้ประชาชนจะแสดงความคิดเห็นได้อย่างแท้จริง เพื่อที่จะนำข้อเสนอแนะของประชาชนมาปรับปรุงในการให้บริการประชาชน ข้อเสนอแนะ องค์การบริหารส่วนตำบลควร เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มมากขึ้น และควรมีกระบวนการที่ได้มาซึ่งความคิดเห็นของประชาชนทุกกลุ่มโดยเป็นปกติวิสัย คำสำคัญ : การริหารจัดการ องค์กรที่เป็นเลิศ การมีส่วนร่วม The objective on the management in local government organizations for best practice organizations, a case study of Chondan Subdistrict Administrative Organizations, in Amphur Chonden Phetchabun Province. The purpose of this study were to study the role of Subdistrict Administrative Organizations to be the best in participation, comparison the opening opportunity for people to participle in community development and problem in Particpation of community development in their own the example group of people in Chonden Subdistrical Phetchabun Province by using random and identity questionnaires tools. The results revealed that people would like to get closer from leader of community or local administrative to the local officer in order to know more about their problems even there are many channels to claim their problems however if was considered as low level of receiving suggestions from local people to improve the service for community. Sub district administrative organization should concern more with all level of people in community with the better procedure to get opinion from all group of local people. Keywords : Management, Organizations for Best Practice, Participation

  • การประเมินโครงการส่งเสริมการรักการอ่านของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการรักการอ่านของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน ครูผู้รับผิดชอบโครงการและนักเรียน ทั้ง 3 ด้านปัจจัยพื้นฐานด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการ (Cntext) ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่างดำเนินงานโครงการ (Outcome)กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน40คนครูผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 80 คนครูผู้สอน จำนวน 120 คน และนักเรียน จำนวน 480 คนรวมทั้งสิ้น 720 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย และคาสส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัย 1.ปัจจัยพื้นฐานด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการส่งเสริมการรักการอ่านของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า ด้านความพร้อมและทรัพยากรของโครงการอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านวัตถุประสงค์ของโครงการ อยู่ในระดับมากที่สุดด้านความต้องการจำเป็นของโครงการอยู่ในระดับมาก และด้านความเป็นไปได้ของโครงการอยู่ในระดับมากิ 2. กระบวนการปฏิบัติระหว่างดำเนินโครงการส่งเสริมการรักการอ่านของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า การสำรวจปัญหาด้านการอ่านของนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือการจัดกิจกรรมส่งเสริมการรักการอ่านอย่างต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุดสำหลับข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ การส่งเสริมให้นักเรียน ได้เข้าร่วมการจัดกิจกรรมร่วมส่งเสริมการรักการอ่านกับหน่วยงานอื่น อยู่ในระดับมาก 3. ด้านผลผลิตของโครงการส่งเสริมการรักการอ่านของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้บริหารและครูมีความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมของโครงการส่งเสริมการรักการอ่านอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ นักเรียนได้รับการเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการรักการอ่านอย่างหลากหลาย อยู่ในระดับมาก สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ นักเรียนมีผลสมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น อยู่ในระดับมาก The Purpose of this research was to assess Love Reading Project of schools under the office of Phetchabun Educational Service Area 3 following the suggestions of administrators, teachers,teachers who ran the project and students in 3 factors : context, process and outcome. The target groups were administrators, 120 teachers, 80 teachers who ran the project and 480 students. The research tool was questionnaire. The statistical methods being used to analyze the data were mean and standard deviation. The results were follows ; 1. The context evaluated as a whole, was at the high level. However, when each aspect was evaluated individually found the : the projects readiness and resources were at the highest level and the the possibility of the project was at the high level. 2. The process in overall was at high level. When each aspect was evaluated individually found : the students reading problem survey was at the highest level and the activity management of love reading promote project all the school year was the high level. The least mean was to promote the student participate with the other institute for love reading promote project. 3. The outcome was at the high level in overall. Each aspect was evaluated individually found that : the knowledge and understanding of the project of the administrators and teachers were at the highest level, the students knowledge from this project was at the high level. The lest mean was the students have the higher achievement.

  • การวิจัยและพัฒนารูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
    การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศ และต่างประเทศ และพัฒนารูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จำนวน 80 คน อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จำนวน 30 คน และผู้ประกอบการในจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์สภาพและปัญหาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา แบบวิเคราะห์สภาพและปัญหาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา และแบบประเมินรูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. คณะต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จะมีหน่วยฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยทำหน้าที่จัดหาสถานที่ฝึก ปฐมนิเทศก่อนฝึก จัดการนิเทศและสัมมนาหลังฝึก สำหรับปัญหาที่พบ ได้แก่ แหล่งฝึกงานอยู่ไกล ไม่เพียงพอ และการไม่ได้รับความร่วมมือจากสถานปรกอบการ นักศึกษาไม่มีความรู้และทักษะในการทำงาน การนิเทศไม่ต่อเนื่อง 2. การฝึกประสบการณ์วิชาชีพของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของวิชาชีพของแต่ละสาขา ได้แก่ รูปแบบการเรียนสลับการทำงาน สหกิจศึกษา การฝึกหลังเรียนทฤษฎีครบแล้ว สำหรับปัญหาที่พบ ได้แก่ ไม่มีค่าตอบแทนในขณะฝึก นักศึกษาขาดทักษะในการทำงาน และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมทั้งไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ ส่วนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ พบว่า มีการฝึกประสบการณ์วิชาชีพอย่างเป็นระบบ โดยมีหน่วยงานประสานงาน เตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนฝึก มีการประเมินอย่างต่อเนื่อง และมีการสัมมนาหลังฝึก สำหรับปัญหา ได้แก่ นักศึกษาไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบของสถานประกอบการ ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ นักศึกษาไม่พัฒนาตนเอง และปัญหาทางด้านภาษาเมื่อไปฝึกงานที่ไม่ใช่ประเทศของตนเอง 3. จากการสังเคราะห์รูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ พบว่า มี 2 รูปแบบ คือ แบบสหกิจศึกษา และแบบทั่วไป ซึ่งจะเป็นรูปแบบที่มีความสอดคล้อง ความต่อเนื่อง และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ The objectives of this research were to 1) study the state and problem in vocational experience training of student at Petchabun Rajabhat University, Thailand University and Oversea University. 2) evaluate vocational experience training model at Petchabun Rajabhat University. The sample consisted of 80 students and 30 teachers in Petchabun Rajabhut University and 20 employers in Petchabun Province. The instruments used for this research were interview and evaluate from on status and problem in vocational experience training of student and the evaluate form on vocational experience traning of student at Petchabun Rajabhat University. The statistic used for analyze data were mean, standard deviation and content analysis. The results were follow : 1. The faculty of Petchabun Rajabhat University set field experience unit for provided place of practice, orientation before practice, supervision practices and seminar after practice. On the aspect of problem found that place of practice was far away and not sufficient, the establishment was not cooperate with the conduction, the students lacked of knowledge and skill on working and the supervisored discontinuing. 2. There was many pattern of professional experience training in Thailand. There was rely on field characteristic. These patterns were sandwich course, cooperative education, post-course internship and practicum. The problems were the payment during internship. Moreover, students lacked of working skill, inappropriate behaviors and didnt adjust along with organizational culture. In abroad university found that there was the systematic field experience training such as : there was a cooperative office which prepared and trained student before practice, evaluate continually and conducted a seminar after internship. There was problems such as : students did not follow the agreement of establishment. They worked inefficiently. They didnt improve theirs potential and couldnt communicate when went abroad. 3. By the content analysis from field experience patterns of Petchabun Rajabhat University found that there was 2 patterns : cooperative education and formal practice. There were harmonious, continuity pattern and could applied real activity very well.

  • การศึกษาปัญหาการปฏิบัติงานหลังการปรับเปลี่ยน โครงสร้าง บทบาท หน้าที่และภารกิจใหม่ ตามแนวทางปฏิรูประบบราชการ ของสำนักงานปศุสัตว์ ในพื้นที่สำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยที่ 2
  • มาตรการภาษีกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านจับใจความวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการสอนแบบระดมพลังสมองกับแบบบรรยาย
  • การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านความเข้าใจในการอ่านสมรรถภาพการอ่านเร็วและเจคติต่อการเรียนการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากชุดการอ่าน
  • รหัสบล็อกปริภูมิ-เวลา และการสร้างลำคลื่นแบบปรับค่าได้ประยุกต์ใช้ในซีดีเอ็มเอหลายคลื่นพาห์
    งานวิจัยนี้ เสนอรหัสบล็อกปริภูมิ-เวลา และการสร้างลำคลื่นแบบปรับค่าได้ ประยุกต์ใช้ในซีดีเอ็มเอ หลายคลื่นพาห์ ที่ด้านส่งการเข้ารหัสบล็อกปริภูมิ-เวลาถุกเชื่อมต่อเข้ากับการมอดูเลตแบบซีดีเอ็มเอ หลายคลื่นพาห์ ที่ด้านรับใช้เทคนิคการสร้างลำคลื่นแบบตัดการรบกวนลูปด้านข้าง เพื่อกรองหาลำ คลื่นที่ผู้ใช้ต้องการและกดทับสัญญาณรบกวนด้วยการประมวลผลแบบบีม ที่ใช้การคำนวณหาค่ามุมที่ มาถึงแบบปรับค่าได้บนพื้นฐานของวิธี Steepest Descent ที่ทำให้กำลังงานทางด้านเอาพุตท์ของตัว สร้างลำคลื่นมีค่าต่ำสุดที่สุด และยังคงให้ลำคลื่นหลักชี้ไปในทิศทางของผู้ใช้ที่ต้องการ ได้อย่างถูกต้อง โดยใช้การทำงานรวมกันของการเข้ารหัสปริภูมิ-เวลา ระบบสายอากาศฉลาดสามารถควบคุมหลายลำ คลื่นหลักให้ชี้ไปบังทิศทางที่ผู้ใช้ต้องการได้ การประเมินประสิทธิภาพของระบบที่เสนอนี้ จะแสดง โดยค่าประมาณของมุมที่มาถึง กำลังงานสัญญาณต่อสัญญาณแทรกสอดและสัญญาณรบกวนที่ เอาพุตท์ขงอตัวสร้างลำคลื่นที่ภาครับหรือค่า SINR รูปแบบการสร้างบีม และแสดงค่าอัตราการ ผิดพลาดของข้อมูลหรือ BER ซึ่งการทำงานทั้งหมดถูดทดลองในระบบเฟดดิ้ง ที่เกิดจาก ปรากฏการณ์มัลติพาท ภายในช่องสัญญาณทั้งแบบ Flat และ Frequency ; This paper presents a MIMO (Multiple Input Multiple Ou1put) adaptive beamforming in the MCCDMA( Multi-Carrier Code Division Multiple Access) system. At the transmitter, a space-time block coding is concatenated to MC-cDMA modulation. At the receiver, an adaptive GSC (Generalized Sidelobe Canceller) beamfonner is to filter the desired user and suppress interferences by beamspace processing. The adaptation is to minimize the mean output power while maintaining the unity response in the look direction based on the steepest descent method. Combined with the space-time block coding, the smart antenna fonns multi-mainbeams toward the same desired user. The system perfonnance is evaluated by illustrating the estimated OOAs, output SINRs, beampatterns and BERs in both the flat and frequency selective fadings.

  • Water Absorption Behavior of Milled Parboiled Rice in Relationship with Variety and Some Basic Thermodynamic Properties of Steam
  • สมมติฐานและการทดสอบสมมติฐาน
  • Tutorial on Image Reconstruction Based on Weighted Sum (WS) Filter Approach: From Single Image to Multi-Frame Image
  • ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านจัดสรรของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านจัดสรรของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทราเละเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดปัจจัยต่างๆสำหรับดำเนินการขายในโครงการบ้านจัดสรรในปัจจุบันและอนาคตให้เหมะสมกับความต้องการของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทราโดยได้ศึกษาข้อมูลจากประชากรทั่วไปที่พิจารณาจะซื้อบ้านและผู้ที่ทำการซื้อบ้านจัดสรรแล้วไม่เกิน 2 ปี จำนวน 300 คน โดยแบ่งปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อออกเป็น ด้านแบบแปลนหรือรูปแบบของบ้าน ด้านการก่อสร้างโครงการ ด้านทำเลที่ตั้ง ด้านสิ่งสาธารณูปโภคและ ด้านการส่งเสริมการขายนอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบ่วา ปัจจัยด้านการก่อสร้างโครงการ มีผลต่อการตักสินใจซื้อมากที่สุดโดยสิ่งที่สำคัญคือ คุณภาพวัสดุที่ใช้ รองลงมสคือปัจจัยด้านการส่งเสริมการนาย โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือมูลค่าบ้านและที่ดินอาจเพิ่มขึ้นและการจัดให้มีอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ส่วนพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคพฤติกรรมพบว่า การใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการค้นหาข้อมูลเพื่อเลือกซื้อบ้านมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด รองลงมาคือ การใช้ความสำคัญในการเปรียบเทียบราคาบ้านในแต่ละที่ก่อนตัดสินใจซื้อ และพฤติกรรมในเรื่องของสถาวะเศรฐกิจในปัจจุบัน; The main objectives of this research are twofold. The first purpose is to study factors that affect the consumers' decision on buying a house from a housing development project in Chachoengsao. The second objective is to guide the readers on what significant factors for selling a house are in order to meet their current and future needs. The data were obtained from 300 people some of whom were looking for a new house and/or already owned ones for less than two years. The key factors of buying decision included house plans and designs, construction management, location, public utility and sales promotion. Furthermore, this research also investigates consumers' buying behavior. Based on the results of statistical analysis, the first and foremost factor affecting the consumers' decision on buying a house is construction management with the quality of materials being the point to which the consumers gave priority. Next is sales promotion, the case in which the selling price of real estate, its future value, and low-interest loan are the most important points. In terms of consumers' buying behavior, the most important behavior is the effort in searching for helpful tips on buying a house. Other important behaviors are the comparison of the selling prices of different housing development projects and the current economic situation.

  • Study of Compressive Strengths of Laterite-Cement Mixes as a Building Material
  • การศึกษาคุณสมบัติทางกลของคอนกรีตกำลังสูงที่ผสมเถ้าชานอ้อย
    งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาคุณสมบัติของคอนกรีตกำลังที่ผสมเถ้าชานอ้อย โดยศึกษากำลังอัดกำลังดึง โมดูลัสยืดหยุ่น กำลังยึดเหนี่ยวระหว่างคอนกรีตและเหล็กเสริม และอัตราการซึมของน้ำผ่านคอนกรีต ที่ผสมเถ้าชานอ้อย ซึ่งมีค่า W/B เท่ากับ 0.5 และ 0.3 ผลการวิจัยพบว่าคอนกรีตที่ใช้เถ้าชานอ้อยบดละเอียดแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนต์ประเภทที่ 1 สามารถนำมาใช้ในงานคอนกรีตกำลังปกติและกำลังสูงได้ โดยการแทนที่ปูนซีเมนต์ด้วยเถ้าชานอ้อยในอัตราส่วนร้อยละ 10 และ 20 โดยน้ำหนักวัสดุประสาน สามารถพัฒนากำลังดึง โมดูลัสยืดหยุ่น กำลังยึดเหนี่ยวระหว่างคอนกรีตและเหล็กเสริม ให้มีค่ากำลังสูงกว่าคอนกรีตควบคุมที่อายุตั้งแต่ 7 วัน ส่วนอัตราการซึมของน้ำผ่านคอนกรีต พบว่าการแทนที่ปูนซีเมนต์ด้วยเถ้าชานอ้อยในอัตราส่วนร้อยละ 10 ,20 และ 30 โดยน้ำหนักวัสดุประสาน ส่งให้ค่าอัตราการซึมของน้ำผ่านคอนกรีตควบคุม ที่อายุ 28 วัน ทั้งนี้การแทนที่ปูนซีเมนต์ด้วยเถ้าชานอ้อยร้อยละ 20 โดยน้ำหนักวัสดุประสาน ส่งผลให้ค่ากำลังอัดและกำลังดึงมีค่าสูงสุด; This research aimed to study the properties of high strength concrete containing bagasse ash. Those properties were the compressive strength, splitting tensile strength, modulus of elasticity, bonding strength, and waterpermeability of concrete. Water to binder(W/B) ratiosof concrete containing bagasse ash of 0.5 andOJ wereused in this investigation. The results showed that ground bagasse ash could be used to replace Portland cement type I to produce both normal and high strength concretes. Replacement of Portland cement by bagasse ash at the ratio of 10 and 20% by weight of binder madeconcrete to have better compressive strength, splitting tensile strength, modulus of elasticity and bonding strength than control concrete at the age 7 days. Concrete containing bagasse ash at 10,20 and 30% by weight of binder could produce lower waterpermeability than control concrete at the age of 28 days. Moreover, the replacement of cementby bagasse ash of 20 % by weight of binder produced the highest compressive strengthas wellas the highest splitting tensile strength.

  • Municipal Solid Waste Incineration Bottom Ash as Road Construction Material
  • An Enhanced Model for the Strategic Analysis on the Application of Open Source Software in the Kingdom of Thailand
  • Effects of Local Carbonaceous Materials on the Mechanical Properties of Mild Steel
  • ผลของระยะเวลาเก็บรักษาและการฉายรังสีวีซีต่อคุณภาพของแก้วมังกรตัดแต่งพร้อมบริโภค
    การศึกษาผลของระยะเวลาเก็บรักษาต่อคุณภาพของแก้วมังกรตัดแต่งพร้อมบริโภคที่ทำการตัดแต่งผลแก้วมังกรหลังการเก็บเกี่ยวในวันที่ 0 วันที่ 2 4 และ 6 แล้วบรรจุในถาดโฟมและหุ้มด้วย ฟิล์มพลาสติกพีวีซีเก็บัรกษาที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส พบว่าแก้วมังกรตัดแต่งพร้อมบริโภค ที่ตัดแต่งในวันที่ 2 หลังการเก็บเกี่ยว มีคุณภาพที่ดีที่สุด เนื่องจากมีอัตราส่วนระหว่างปริมาณของแข็งที่ละลายได้ต่อปริมาณกรดที่ไตเตรทได้ที่สูง ปริมาณวิตามินซีสูงและมีการสูญเสียนำหนักสดต่ำกว่าชุดการทดลองอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีลักษณะปรากฎที่ผู้บริโภคยอมรับและมีอายุการเก็บรักษาเป็นเวลา 10 วัน การศึกษาผลของระดับความเข้มของรังสียูวีซีต่อคุณภาพของแก้วมังกรตัดแต่งพร้อมบริโภคด้วยการฉายรังียูวีซีก่อนและหลังทำการตัดแต่งที่ระดับความเข้ม 0 kJ/m2 1.8 kj/m2 3.6 kj/m2 และ 7.2 kJ/m2 พบว่าการฉายรังสียูวีซีที่ระดับความเข้ม 3.6 kJ/m2 และ 7.2 kJ/m2 หลังทำการตัดแต่งมีประสิทธิภาพในการชะลอการเจริญของเชื้อแบคทีเรียทั้งหมดได้ดีกว่าการฉายรังสียูวีซีก่อนทำการตัดแต่ง โดยการฉายรังสียูวีซีที่ระดับความเข้ม 3.6 kJ/m2 หลังทำการตัดแต่งสามารถชะลอการสูญเสียคุณภาพของแก้วมังกรตัดแต่งพร้อมบริโภคมากกว่าการฉายรังสียูวีซีที่ระดับความเข้ม 7.2 kJ/m2 เนื่องจากสามารถชะลอการสูญเสียน้ำหนักสดและปริมาณวิตามินซีได้มากกว่า ส่วนการศึกษาผลของการฉายรังสียูวีซีต่อคุณภาพและการควบคุมประชากรของเชื้อจุลินทรีย์ของแก้วมังกรตัดแต่งพร้อมบริโภคโดยการฉายรังสียูวีซีที่ระดับความเข้ม 3.6 kJ/m2 ก่อนและหลังทำการหุ้มด้วยฟิล์มพลาสติกพีวีซี พบว่าการฉายรังสียูวีซีหลังทำการ; Effect of duration after storage on quality of fresh cut dragon fruit was studied. Fresh cut dragon fruit was prepared on day 0, 2, 4 and 6 after storage. The fresh cut product was packed in foam tray with PVC film wrapping and then was stored at 4 OC. Fresh cut dragon fruit prepared on day 2 after storage had high quality and high ratio of SS and TA, and vitamin C content compared with other treatments. Fresh weight loss was also lowered in fresh cut product prepared on day 2 after storage. Fresh cut dragon fruit prepared on day 2 after storage had highest visual acceptance score during shelf life of 10 days. Dragon fruit was irradiated by UV-C at 0, 1.8, 3.6 and 7.2 kJ/m2 prior and after cutting. The fresh cut product was also packed in foam tray with PVC film wrapping and then was stored at 4 OC. The results showed that UV-C treatment after cutting the dragon fruit delayed total bacterial growth especially at the dose of 3.6 and 7.2 kJ/m2. However, UV-C treatment at 3.6 kJ/m2 after cutting dragon fruit maintained better quality, and delayed fresh weight loss and vitamin C loss compared with those at 7.2 kJ/m2. In addition, the effect of UV-C at 3.6 kJ/m2 was studied with fresh cut dragon fruit before and after wrapping PVC film. UV-C irradiation before wrapping fresh cut dragon fruit with PVC film reduced total bacteria, yeasts and coliform growth compared with UV-C irradiation after wrapping. However, there was no significantly difference in qualities of fresh cut dragon fruit between UV-C treatment before and after wrapping with PVC film.

  • Design and Construction of a Concentric Tube Heat Exchanger
  • การศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการและความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการและความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษร์ธานี จำนวน 400 คน จากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการศกึษาพบว่านักศึกษามีการมาใช้หอสมุดกลางสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เป็นจำนวนมากที่สุด คือ จำนวน 130 คน คิดเป็นร้อยละ 32.5 ช่องเวลาการใช้มากที่สุดอยู่ในช่วงเวลาว่างจากการเรียน จำนวน 226 คน คิดเป็นร้อยละ 56.4 ระยะเวลาการใช้มากที่สุดอยู่ระหว่าง 31-60 นาที จำนวน 173 คน คิดเป็นร้อยละ 43.2 ใช้ในการค้นคว้าประกอบการเรียนมากที่สุด จำนวน 301 คน คิดเป็นร้อยละ 22.1 มีการใช้โดยศึกษาจากคู่มือการใช้หอสมุดกลางมากที่สุด จำนวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 18.2 วิธีการในการค้นคว้าดดยใช้การค้นคว้าจากเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยระบบ OPAC มากที่สุด จำนวน231 คน คิดเป็นร้อยละ 21.6 ในการค้นคว้าแต่ละครั้งส่วนใหญ่จะได้ตามที่ต้องการมากที่สุด จำนวน 175 คน คิดเป็นร้อยละ 43.6 ส่วนความพึงพอใจในการบริการของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อหอสมุดกลาง ในด้านการบริการทั่วไปมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.75 มีความพอใจอยู่ในระดับมาก การบริการด้านเทคโนโลยี มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ3.63 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก การบริการด้านทรัพยากรสารนิเทศนักศึกษามีความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.63 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ส่วน การบริหารด้านอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมานั้นนักศึกษามีความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.55 มีความพอใจอยู่ในระดับมาก โดยภาพรวมในการบริการของหอสมุดกลางนักศึกษามีความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.68 มีความพอใจอยู่ในระดับมาก ; This study investigated the behaviors and satisfaction of Bachelor Degree's students toward the Central Library of Surat Thani Rajabhat University. The samples of the study were four hundred students, and the study was taken randoms by means of questionnaires. The main results of the study showed that there were one hundred and thirty of students came to the library twice or three times a week with the percentage of 32.5. There were two hundred and twenty six of students came to the library after class with the percentage of 56.4. There were one hundred and seventy three of students spent mostly the time between 31-60 minutes with the percentage of 43 .2. There were three hundred and one of students came to the library for searching information with the percentage of 22.1. There were two hundred of students used mostly the Central Library manuals with the percentage of 18.2. There were two hundred and thirty one of students used mostly computers by OPAC system for searching with the percentage of 21.6. There were one hundred and seventy five of students got information that they wanted with the percentage of 43.6. The students satisfied on general services, technology services, information resource services of the Central Library with the mean scores of 3.75, 3.63 and 3.55, respectively. Overall, the students satisfied on the Central Library services with the mean score of 3.68.

  • Convergence Acceleration of Turbo Decoding Iterations with the Epsilon Algorithm
  • การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารงานก่อสร้างถนนในระดับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนนทบุรี
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงผลกระทบของแต่ละปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารงานก่อสร้างถนนในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนนทบุรี ซึ่งจะแบ่งกลุ่มของผู้สำรวจออกเป็น 3 กลุ่มคือกลุ่มของผู้บริหารของ อบต. กลุ่มผู้ควบคุมงานของอบต. และกลุ่มผู้รับเหมาที่ทำงานในอบต. โดยใช้ประเภทของปัจจัยหลักในการบริหารงานก่อสร้าง มาวัดระดับผลกระทบแต่ละปัจจัยในเรื่องของเวลาค่าใช้จ่าย และคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารงานก่อสร้างถนนที่ทั้ง 3 กลุ่มเห็นร่วมกันคือ 1) ผู้รับเหมาขาดประสบการณ์ในการก่อสร้าง 2) ราคาวัสถุผันผวนตามเศรฐกิจ 3)การขนย้ายเครื่องจักรล่าช้า 4) วัสดุไม่ตรงกับแบบที่กำหนดไว้ 5) การควบคุมงานไม่เข้มงวด 6)เกิดการกลั่นแกล้งจากฝ่ายเสียผลประโยชน์; The aim of this research is to study the factors affecting the road construction management of local administrations in Nonthaburi province. The data were obtained from three groups of people: administrators, controllers and contractors of Subdistrict Administrative Organization. The main factors were analyzed in terms oftime, costs and quality. The research results indicate six main factors affecting road construction which are 1) inexperience contractors 2) fluctuation of material cost due to economic situation 3) delay schedules of machine relocation 4) mismatch between the materials used in reality and those in shop drawing 5) inefficient control and supervision 6) conflict among different parties.

  • An Investigation into the Causes of Water Logging at Zauro Polder Pilot Project Scheme in Birnin Kebbi, Nigeria
  • การปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องกลั่นน้ำรูปทรงพีระมิดที่ใช้แผงรับรังสีอาทิตย์แบบแผ่นราบเสริมและหมุนวนน้ำด้วยวาล์วลอย
    การศึกษาสมถนะของเครื่องกลั่นน้ำพลังงานรังสีอาทิตย์รูปทรงพีระมิดที่มีตัวรับรังสีอาทิตย์แบบแผ่นราบเป็นอุปกรณ์เสริมและวาล์วลอยควยคุมการไหลทางเดียว โดยอาศัยความดันไอน้ำ-อากาศจากตับรับรังสีอาทิตย์แบบแผ่นราบทำให้เกิดการหมุนวนน้ำร้อนระหว่างตัวรับรังสีอาทิตย์และเครื่องกลั่นน้ำรูปทรงพีระมิดโดยไม่ต้องใช้ปั้มไฟฟ้า เครื่องกลั่นน้ำรูปทรงพีระมิดที่ใช้ในการทดลองมีขนาด 0.54m*0.54m กระจกมีมุมเอียง 30 ํ มีระดับน้ำในอ่าง 10 mm, 20mm, และ 30mm และทำการศึกษาหาขนาดของตัวรับรังสีอาทิตย์ที่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นอุปกรณ์เสริม โดยทำการทดสอบที่ตัวรับรังสีอาทิตย์ขนาด 1.06m*1.20m,1.18m*1.20m,1.30m*1.20m,1.42m*1.20m,1.54m*1.20m,1.70m*1.20m, และ 1.80m*1.20m ตามลำดับ จากผลการทดลองพบว่า เครื่องกลั่นน้ำที่ได้มีการปรับปรุงมีอัตราการกลั่นสูงสุดเท่ากับ4.171 l/m2.day ที่ความเข้มรังสีอาทิตย์ 24.58 MJ/m2.day จากการทดลองหาขนาดของตัวรับรังสีอาทิตย์ที่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นอุปกรณ์เสริม คือตัวรับรังสีอาทิตย์ที่มีขนาด 1.18 m *1.20 m โดยมีประสิทธิภาพเฉลี่ยเท่ากับ 27.15 % ที่ค่ารังสีอาทิตย์เฉลี่ยรายชั่วโมงเท่ากับ 1.97 MJ/m2.h และการเปรียบเทียบผลจากการทดลองกับการจำลองทางคณิตศาสตร์พบว่า มีค่าความเคลื่อนไม่เกิน 10 % เมื่อวิเคราะห์ผลทางด้านเศรษฐศาสตร์พบว่า เครื่องกลั่นที่ใช้ตัวรับรังสีอาทิตย์ขนาด 1.18 m*1.20m เป็นอุปกรณ์เสริมสามารถคือทุนภายใน 2.1 ปี ถ้าระบบไม่มีตัวเก็บรังสีอาทิตย์ สามารถคืนทุนภายใน 1.2 ปี ที่อัตรา ดอกเบี้ยพัมนาได้สามารถนำไปประยุกต์ในงานอื่นที่เหมาะสมต่อไป; This research aim was to study the performance of a pyramid-shaped solar still with an auxiliary flat plate collector (FPC) that circulated water one-way by a floating valve. Steam -air pressure instead of an electric pump was used to circulate hot water between the FPC and the solar still. The still had an area of 0.54 m x 0.54 m, 30 degrees glass cover and the water depths in the basin of 10 mrn, 20 mrn, and 30mrn. In order to find the appropriate size of FPC, the 1.06 mx1.20 m, 1.18 mx 1.20 m, 1.30 mx1.20 m, 1.42 mx1.20 m, 1.54 mx1.20 m, 1.70 mx1.20 m and 1.80 mx1.20 m areas were inverted. It was found that the highest production from the improved one was 4.17 Urn2day at 24.58 Ml/m'day, The appropriate size of the enhancing FPC was found to be 1.18 mx1.20 m with 27.15% efficiency for the solar irradiation of 1.97 MJ/m2.h. According to a comparison between an experiment and a mathematical simulation, root mean square error in percent of the mean was less than 10 %. It has a payback period of 2.1 year compared to a solar still alone with payback period of 1.2 year and interest rate of 7.75%. The thermal water pump developed can be applied for relevant work.

  • ทฤษฎีทางสังคมและวัฒนธรรมกับความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ
  • แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมของห้องปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมบริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด
  • ปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยจากพม่าและผลกระทบต่อประเทศไทย
  • มลพิษทางทะเลเนื่องจากนำมัน
  • เที่ยวเมืองน่าน...ตามคำขวัญประจำจังหวัด